หน้าแรก ต่างประเทศ การเลือกตั้ง ...

การเลือกตั้ง ส.ส.ในฝรั่งเศส โดย โคทม อารียา

15.07.24 | 18:00 น.

เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ขอแวะไปที่อังกฤษสักเล็กน้อยก่อนจะไปถึงฝรั่งเศส อังกฤษใช้ระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตรอบเดียว ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 คือ พรรคแรงงานได้คะแนนเสียงประมาณ 40% และได้ ส.ส. 409 คน จากทั้งหมด 650 คน ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยม ได้ ส.ส. 119 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดนับแต่ก่อตั้งพรรคอนุรักษ์นิยมมาในปี ค.ศ. 1834 ในทันทีที่ทราบผล นายริชี ซูนัคหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมได้เข้าเฝ้าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อถวายหนังสือลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น เขาแสดงความยินดีกับหัวหน้าพรรคแรงงาน กล่าวขอโทษผู้สนับสนุนพรรคอนุรักษ์นิยมที่เขาได้พยายามแล้วแต่ไม่สามารถนำชัยชนะมาสู่พรรคได้ และขอลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ หนึ่งวันหลังการเลือกตั้ง นายเคียร์ สตาร์เมอร์หัวหน้าพรรคแรงงานเข้าเฝ้าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งพระองค์รับสั่งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในทันทีที่ได้รับมอบหมาย นายกรัฐมนตรีก็ตั้งคณะรัฐมนตรีเสร็จในวันเดียวกัน เพราะพรรคแรงงานได้มีรัฐบาลเงารอท่าอยู่แล้ว และนางราเชล รีฟส์ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีคลังที่เป็นสุภาพสตรีคนแรกของประเทศ

มาดูการเลือกตั้ง ส.ส. ในฝรั่งเศสบ้าง ระบบที่ใช้คือการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตสองรอบ รอบแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ซึ่งผลเป็นดังนี้

ขอแนะนำพรรคการเมืองของฝรั่งเศสให้พอเป็นที่เข้าใจดังนี้ เดิมมีสองพรรคใหญ่คือพรรคฝ่ายขวา ปัจจุบันใช้ชื่อว่าพรรครีพับลิกัน ชื่อย่อ LR ฝ่ายซ้ายมีพรรคสังคมนิยม และมีพรรคคอมมิวนิสต์ที่เคยมีความนิยมพอสมควรแต่ปัจจุบันลดน้อยลง

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนเมื่อเกิดพรรคขวาจัด ที่มีนโยบายชาตินิยม ไม่ชอบคนต่างชาติ ต่อต้านผู้อพยพที่เข้ามาอยู่ในประเทศ ก่อนหน้านี้มีนโยบายที่จะถอนตัวจากสหภาพยุโรปด้วยซ้ำไป แต่ก็เอาใจผู้ใช้แรงงานด้วยนโยบายประชานิยม พูดถึงปัญหาใกล้ตัวโดยเฉพาะค่าครองชีพ แต่ไม่มีแนวคิดที่จะเพิ่มภาษีคนรวย (ฝรั่งเศสเก็บภาษีก้าวหน้าในอัตราที่สูงอยู่แล้ว) พรรคนี้ชื่อ National Rally (RN) ก่อตั้งโดยนายฌ็อง-มารี เลอ เปน และลูกสาวชื่อนางมารีน เลอ เปน มารับช่วงต่อ เธอประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำพรรค โดยลดนโยบายขวาจัดลงไปบ้าง ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี ค.ศ. 2002 นางมารีน เลอ เปน ได้เข้ารอบสองแข่งกับนายชีรัก เธอเข้ารอบสองอีกในปี ค.ศ. 2017 ส่วนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเธอก็แข่งกับนายมากร็องในรอบสองอีกครั้ง และคะแนนของเธอไล่ขึ้นมาเป็น 41.5% การที่พรรคของเธอได้คะแนนนำ (33.3%) ในการเลือกตั้ง ส.ส. รอบแรก ทำให้เกิดความหวังว่า พรรค RN จะได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดในรอบที่สอง ซึ่งจะทำให้ RN สามารถจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อนายมากร็องลงสมัครเป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 2017 เขาได้ลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีคลังในสมัยที่นายอ็อลลังจากพรรคสังคมนิยมเป็นประธานาธิบดี นายมากร็องเล็งเห็นโอกาสของเขาที่จะชนะเลือกตั้ง เนื่องจากคะแนนนิยมในตัวของนายอ็อลลังตกต่ำมาก พร้อม ๆ ไปกับการตกต่ำของพรรคสังคมนิยม นายมากร็องจึงเสนอว่าตนเป็นตัวแทนของฝ่ายกลาง-ขวา โดยอธิบายว่าการเลือกประธานาธิบดีเป็นฝ่ายขวา หรือฝ่ายซ้ายล้าสมัยแล้ว ฝ่ายกลาง (ที่ไม่เคยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเลย) น่าจะเป็นคำตอบของยุคสมัย แล้วนายมากร็องก็จูงใจชาวฝรั่งเศสได้สำเร็จ การที่ฝ่ายกลางขวายึดพื้นที่ทางการเมืองมีผลข้างเคียงคือการถ่อยร่นแทบตกเวทีของพรรคซ้ายและขวาคลาสสิค คือพรรคสังคมนิยม (PS) และพรรครีพับลิกัน (LR)

Advertisement

การชนะการเลือกตั้งในรอบแรกของพรรคขวาจัด (RN) ทำให้พรรคฝ่ายซ้ายที่แตกเป็นพรรคเล็กหลายพรรคเกิดการตื่นตัวขึ้นมา นอกจากพรรคสังคมนิยมและพรรคคอมมิวนิสต์ดั้งเดิมแล้ว ยังมีพรรคใหม่ชื่อ La France Insoumise (LFI แปลว่า ฝรั่งเศสที่ไม่ก้มหัวให้ใคร) ก่อตั้งโดยนายเมลังช็องผู้เป็นนักพูดตัวฉกาจ เขาเสนอนโยบายซ้ายจัด ที่ขัดใจคนรวยอย่างมาก อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี ค.ศ. 2022 เขามาที่สามโดยมีคะแนนน้อยกว่านางเลอ เปน เล็กน้อย

นายมากร็องถูกวิจารณ์ว่าเขาไม่ค่อยฟังใคร และมีนโยบายที่ไม่ถูกใจคนหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องดิ้นรนเพราะรายได้ไม่เพียงพอ คะแนนนิยมของเขาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่สองในปี ค.ศ. 2022 แม้เพียงพอที่จะเอาชนะนางเลอ เปน แต่อาจเป็นเพราะหลายคนต้องการกันนางเลอ เปนออกไป มากกว่าจะเลือกชอบเขาโดยตรง อย่างไรก็ดี ชาวฝรั่งเศสก็มีตรรกะของตนเอง คือเมื่อเลือกนายมากร็องเป็นประธานาธิบดีแล้ว ก็ยอมเลือกผู้สมัครจากพรรคของเขาเข้าสภา แม้จำนวนจะลดลงมากเมื่อเทียบกับการครองเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาหลังการเลือกเขาเป็นประธานาธิบดีในครั้งแรก แต่ก็มากกว่าพรรคอื่น ๆ ทำให้เขาและพรรคของเขาบริหารประเทศได้ โดยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ต้องเพิ่มเสียงจากฝ่ายขวาบ้าง ฝ่ายซ้ายบ้าง (บางครั้งก็ใช้กลยุทธทางกฎหมาย) เพื่อออกกฎหมายที่สำคัญ

ฉากการเมืองเลื่อนมาถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภายุโรปเมื่อวันที่ 8-9 มิถุนายน 2567 ปรากฏว่าพรรค RN ได้คะแนน 31.4% ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลได้เพียง 14.6% ในวันถัดไป ประธานาธิบดีมากร็องประกาศยุบสภา (ทั้ง ๆ ที่สภามีวาระเหลืออยู่ประมาณสามปี) โดยให้เหตุผลว่า สืบเนื่องจากการเลือกตั้งสภายุโรป เขา “ตัดสินใจที่จะให้ (ประชาชน) ได้เลือกอนาคตของสภาอีกครั้งหนึ่ง เพราะการเพิ่มขึ้นของกระแสชาตินิยมและการปลุกระดม ทำให้ถึงเวลาที่จะต้องหาความกระจ่าง” (ว่าชาวฝรั่งเศสต้องการอะไร) เขากำหนดให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ

การยุบสภาครั้งนี้ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และมีความเสี่ยงสูง จากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีนายอัตตัล ความเสี่ยงมีสามด้านคือ เสี่ยงที่ฝ่ายขวาจัดที่กำลังคึกคักจากชัยชนะในการเลือกตั้งสภายุโรปจะครองเสียงข้างมาก เสี่ยงจากการเกิดกระแสที่สนับสนุนฝ่ายซ้ายจัด และเสี่ยงที่ฝ่ายกลางขวาซึ่งสนับสนุนประธานาธิบดีจะถดถอยหรือสูญสลาย

ฝ่ายซ้ายซึ่งแตกเป็นหลายพรรคไหวตัวอย่างรวดเร็ว พวกเขามีเวลาประมาณสามสัปดาห์ในการรวมตัวกัน และทำได้สำเร็จโดยการตั้งแนวร่วมใหม่ของประชาชน (New Popular Front หรือ NFP) ขึ้นประกอบด้วยพรรคสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์ ที่มีมาแต่เดิม พรรค LFI ที่นำโดยนายเมลังช็อง และยังรวมพรรคนิเวศวิทยาหรือพรรคเขียวที่ตั้งมาไม่นาน ส่วนพรรคการเมืองที่สนับสนุนประธานาธิบดีก็รวมตัวกันสามพรรค ภายใต้ชื่อว่า Ensemble (Together)

เมื่อพิจารณาผลการเลือกตั้งรอบแรก กลุ่มพรรค RN มาเป็นอันดับหนึ่งในเขตเลือกตั้ง 258 เขต จากทั้งหมด 577 เขต ถ้าใช้ระบบเลือกตั้งแบบคะแนนนำกำชัย (First-Past-the-Post) แบบอังกฤษ กลุ่มพรรค RN จะได้ ส.ส. ไป 258 คน ขาดอีก 31 คนก็จะได้เสียงข้างมากในสภา ซึ่งคงหาได้ไม่ยากนัก และจะทำให้ RN เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ถ้าใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน กลุ่มพรรค RN คงได้ที่นั่งมากสุดคือ 33.3% ของที่นั่งทั้งหมด หรือ 192 ที่นั่ง ขาดไป 97 ที่นั่ง ซึ่งยากมากที่จะหาได้ อย่างไรก็ดี กลุ่มพรรค NFP และ Ensemble คงไม่อยากให้ RN เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล จึงต้องร่วมมือกันทำทำนบ (barrage หรือ dam) กั้นกระแสขวาจัดเอาไว้

ในการเลือกตั้งรอบแรก มีปรากฏการณ์ใหม่ปรากฏการณ์หนึ่งคือ ผู้สมัครที่ได้คะแนนไม่น้อยกว่า 12.5% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง สามารถผ่านไปแข่งขันในรอบที่สอง ที่ผ่านมา ในเกือบทุกเขต มีผู้สมัครเพียงสองคนที่แข่งกันในรอบสอง จะมีการแข่งขันกันสามคนเพียงไม่กี่เขต แต่คราวนี้ กรณีที่ผู้สมัครสามคนมีสิทธิ์เข้ารอบสอง หรือที่เรียกว่าศึกสามเส้า (triangulaire) นั้น มีถึงสามร้อยกว่าเขต กลุ่มพรรคสองกลุ่ม ได้แก่ NFP และ Ensemble จึงร่วมมือกัน (อันที่จริงชวนพรรคฝ่ายขวาคลาสสิค หรือ LR เข้าร่วม แต่เขาไม่เล่นด้วย) เป็นทำนบกั้นไม่ให้ฝ่ายขวาจัดผ่าน ผลคือผู้สมัคร NFP ร้อยกว่าคน และผู้สมัคร Ensemble หลายสิบคน ที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับสามในศึกสามเส้า รวมกว่าสองร้อยคนขอถอนตัว ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ตัดคะแนนกันเอง การถอนตัวเกือบพร้อมเพรียงกันเกิดขึ้นในเวลาน้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ระหว่างการเลือกตั้งรอบแรกและรอบสอง แสดงว่าผู้สมัครของกลุ่มพรรค NFP และ Ensemble มีวินัยเป็นส่วนใหญ่

ในการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตื่นตัวมากทีเดียว มีผู้มาใช้สิทธิ์ 66.7% ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน เมื่อปี ค.ศ. 2022 ประมาณ 20%

ผลการเลือกตั้งรอบสองเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม เป็นดังนี้

n.a. หมายความว่า ผมมีเวลาสืบค้นน้อย จึงยังสืบค้นไม่เจอ

การเลือกตั้งสิ้นสุดลง กลุ่มพรรค RN ถูกกลุ่มพรรค NFP และ Ensemble แซงเป็นกลุ่มที่มี ส.ส. มากเป็นที่หนึ่งและที่สองตามลำดับ กระแสความนิยมของ RN โดนทำนบกั้นให้ต้องสงบลง จะชั่วคราวหรือยาวนานไปก็ไม่รู้

นายมากร็องกล่าวว่า ขอให้ฝ่ายที่ไม่มีนโยบายสุดโต่งร่วมมือกัน ถ้าตกลงกันได้ เขาก็จะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามนั้น แต่มีผู้นำพรรคฝ่ายขวาไม่สุดโต่งบางคนแสดงความเห็นคัดค้านว่า จะให้รวมกับฝ่ายซ้ายได้อย่างไร ไม่มีอะไรเหมือนกัน พูดกันไม่รู้เรื่อง ในขณะเดียวกัน กลุ่มพรรค NFP ซึ่งประกอบด้วย พรรคสี่พรรค ก็ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งต่าง ๆ ดังนี้ พรรค LFI ของนายเมลังช็องได้ 75 ที่นั่ง พรรคสังคมนิยม (PS) ได้ 65 ที่นั่ง พรรคเขียวได้ 33 ที่นั่ง และพรรคคอมมิวนิสต์ได้ 9 ที่นั่ง แม้พรรค LFI จะมีที่นั่งมากกว่าใคร แต่นายเมลังช็องทราบดีว่า คนฝรั่งเศสจำนวนมากมองว่าเขาเป็นซ้ายสุดโต่ง โอกาสที่นายมากร็องจะตั้งเขาเป็นนายกรัฐมนตรีมีน้อยเต็มที แต่กลุ่มพรรค NFP ไม่มีปัญหาเพราะขาดคนที่อยากเป็น ปัญหาคือมีหลายคนมากกว่า

ผมคิดเองว่า นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศสควรมาจากการเห็นพ้องภายในกลุ่ม NFP และกลุ่ม Ensemble คงร่วมรัฐบาลโดยเป็นมือรองไปก่อน ถ้าสามปีข้างหน้า ผู้นำในรัฐบาลผู้ใดทำงานเข้าสายตาประชาชน เขาผู้นั้นมีโอกาสจะได้เป็นประธานาธิบดี โดยหวังว่าจะทำทำนบปิดกั้นกลุ่มพรรคขวาจัดได้สำเร็จอีกครั้ง มิฉะนั้น กลุ่มพรรค RN ก็อาจได้ทั้งตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีไปในอีกสามปีข้างหน้า

ระบบการเมืองของฝรั่งเศสอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 มีชื่อเรียกว่าเป็นสาธารณรัฐที่ 5 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฝรั่งเศสได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 เมื่อปี ค.ศ. 1946 ซึ่งสถาปนาการเมืองในระบอบรัฐสภา แต่สภามักมีเสียงแตกทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ พลเอกเดอ โกลล์ได้ทำรัฐประหารเงียบ และปฏิรูปการปกครองจากระบอบรัฐสภามาเป็นระบอบกึ่งประธานาธิบดี คือให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง และฝ่ายนิติบัญญัติมีประสิทธิภาพ

ในสาธารณรัฐที่ 5 ประธานาธิบดีฝรั่งเศสมีอำนาจมาก เช่น มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนนายกรัฐมนตรี ยุบสภา เป็นประธานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ดูแลกิจการทหารและต่างประเทศ ส่วนสภาผู้แทนราษฎรนอกจากจะผ่านกฎหมายแล้ว ยังสามารถลงคะแนนไม่ไว้วางใจเพื่อล้มรัฐบาลได้ รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบนโยบายการบริหารประเทศยกเว้นในเรื่องที่เป็นอำนาจของประธานาธิบดี ถ้าประธานาธิบดีและพรรคของเขาครองเสียงข้างมาก การบริหารประเทศก็เป็นเอกภาพ แต่มีกรณีที่ประธานาธิบดีมาจากพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ขณะที่พรรคคู่แข่งได้คะแนนเสียงข้างมากในสภา เรียกว่าการอาศัยอยู่ร่วมกัน (cohabitation) ในกรณีเช่นนี้ ประธานาธิบดีจะตั้งนายกรัฐมนตรีจากพรรคเสียงข้างมาก กรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นสามครั้ง สองครั้งแรกในสมัยที่นายมิตเตอร์รังด์จากพรรคสังคมนิยมเป็นประธานาธิบดี แต่พรรคฝ่ายขวาครองเสียงข้างมากในสภา และอีกครั้งเมื่อนายชีรักจากพรรคฝ่ายขวาเป็นประธานาธิบดี และพรรคสังคมนิยมครองเสียงข้างมากในสภา

สถานการณ์ปัจจุบันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือฝ่ายขวาจัดได้รับความนิยมมากขึ้นทุกที ทำให้ฝ่ายขวาคลาสสิคอ่อนตัวลง เมื่อนายมากร็องขึ้นเป็นประธานาธิบดี ฝ่ายกลางขวาก็ผงาดขึ้นเป็นครั้งแรก และเบียดขับฝ่ายซ้ายเกือบตกเวที แต่การเมืองมีความไม่แน่นอน มาบัดนี้ ฝ่ายขวาจัด ฝ่ายกลาง และฝ่ายซ้ายได้รับความนิยมเท่า ๆ กัน นางอานน์ เลอวาเดอ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เลอ มองเดอ ว่า สาธารณรัฐที่ 5 ได้ผ่านจากความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งเข้าสู่ยุคที่มีปัญหาเชิงสถาบันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่มีหลักประกันว่าสมาชิกสภาจะสามารถเป็นพันธมิตรที่ร่วมบริหารราชการได้อย่างมั่นคง หรือจะสามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ร่วมบริหารเป็นกรณี ๆ หรือเป็นโครงการ ๆ ไป

ในวันรุ่งขึ้นหลังการเลือกตั้งรอบสอง นายกรัฐมนตรีอัตตัลได้ยื่นหนังสือขอลาออก แต่ประธานาธิบดีขอให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีไปพลางก่อน สภาผู้แทนราษฎรจะเลือกประธานสภาในวันที่ 18 กรกฎาคม ขณะเดียวกัน ส.ส. จะต้องลงทะเบียนว่าสังกัดพรรคหรือกลุ่มการเมืองใด หรือจะลงทะเบียนว่าเป็น ส.ส. อิสระ ไม่สังกัดกลุ่มใดก็ได้ การลงทะเบียนเช่นนี้เพื่อประโยชน์ในการจัดที่นั่งในสภา และการจัดสรรที่นั่งในคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ตามสัดส่วนของ ส.ส. ในสังกัด เป็นต้น การเลือกประธานและการจัดว่าใครสังกัดพรรคหรือกลุ่มการเมืองใด จะทำให้มองความเข้มแข็งของฝ่ายต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น โดย ส.ส. อิสระจะเป็นตัวแปรสำคัญในการออกเสียงของสภาในแต่ละครั้ง

นายมากร็องเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงชาวฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมว่า “มีแต่เพียงพลังของฝ่ายสาธารณรัฐที่เป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด ผลการเลือกตั้งนั้นชัดเจนว่า ชาวฝรั่งเศสต้องการการเปลี่ยนแปลงและการแบ่งปันอำนาจ ดังนั้น ส.ส. จะต้องทำงานอย่างรับผิดชอบและสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ร่วมกัน”

เมื่อเทียบฝรั่งเศสกับอังกฤษ จะเห็นว่าระบบเลือกตั้งต่างกันทำให้ตั้งรัฐบาลได้ยากง่ายต่างกัน เมื่อเทียบกับการเมืองไทยที่เคารพเสียง ส.ว. ในการตั้งรัฐบาล จะหวังความรับผิดชอบร่วมกันในการสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่สร้างสรรค์ก็คงยาก

โคทม อารียา