หน้าแรก ต่างประเทศ คอลัมน์ โกลบอ...

คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส: ทรัมป์ดอคทรีน 3 ภัยคุกคาม 4 ยุทธศาสตร์หลัก

18.02.17 | 18:00 น.
REUTERS/Carlos Barria

อย่าว่าแต่คนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ จะงุนงง สงสัย สับสน กับสิ่งที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา กระทำลงมาในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของการดำรงตำแหน่ง แม้แต่นักวิเคราะห์ นักวิชาการ และผู้สันทัดกรณีการเมืองอเมริกันเองยังมึนๆ งงๆ กับการดำเนินนโยบายที่ดูเหมือนจะ “ตามใจฉัน” และ “ด้นสดๆ” กันแบบขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึก จนเกิดผิดๆ พลาดๆ และบกพร่องอย่างเหลือเชื่อ แล้วกลายเป็นปัญหาในบางเรื่องอยู่ในเวลานี้

นั่นทำให้บางส่วนของนักสังเกตการณ์เหล่านั้นสรุปเอาว่า ทรัมป์ไม่ได้มี “แกรนด์ สตรัตเทจี” ไม่มียุทธศาสตร์หลัก ไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการกำกับและกำหนดทิศทางของรัฐบาล ทั้งในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศแต่อย่างใดทั้งสิ้น

แต่นักวิชาการอย่าง โคลิน คาห์ล รองศาสตราจารย์โครงการความมั่นคงศึกษา จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กับ ฮัล แบรนดส์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านการเมืองโลก จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปดังกล่าว ทั้งคู่แย้งเอาไว้ในข้อเขียนขนาดยาวผ่านฟอรีน โพลิซี นิตยสารวิชาการด้านวิเทศสัมพันธ์เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า ถึงแม้จะเต็มไปด้วยความฉุนเฉียว กระท่อนกระแท่น ไม่ปะติดปะต่อ เพราะนำเสนอผ่านทวิตเตอร์ และเต็มไปด้วยอารมณ์ แต่สิ่งที่ทรัมป์ทำลงไปก็มีรูปแบบที่แน่นอน สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนที่กำกับนโยบายด้านต่างประเทศของฝ่ายบริหารชุดนี้อยู่

มีนั้นมีแน่ แต่จะดีงามหรือเลวร้าย วุ่นวายยุ่งยากหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

“ยุทธศาสตร์หลัก” ของประเทศนั้น เป็นชุดความคิดรวบยอดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดโครงสร้างและรูปแบบของนโยบายต่างประเทศตามมา รัฐบาลหรือประเทศที่มียุทธศาสตร์หลักเป็นแม่บท จะไม่รับมือกับสถานการณ์โลกแบบวันต่อวันหรือเป็นรายกรณี แต่จะดำเนินการกับทุกอย่างอย่างมีเป้าหมาย มีจุดมุ่งหมายสำคัญสำหรับชาติและสถานะของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ

Advertisement

“ยุทธศาสตร์หลัก” กอปรขึ้นจากความเข้าใจต่อสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศ, ผลประโยชน์สูงสุดของประเทศที่ถูกยึดถือไว้ในเวลานั้น, ภัยคุกคามสูงสุดต่อผลประโยชน์ดังกล่าว รวมถึงความสามารถในการดำเนินการเพื่อตอบโต้ แก้ปัญหาการคุกคามดังกล่าวเหล่านั้น เพื่อสร้างสรรค์ความมั่นคงของชาติและความกินดีอยู่ดีของคนในชาติ

ในแง่นี้ “ยุทธศาสตร์หลัก” จึงเป็นผลมาจากการวินิจฉัยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และกำหนดแนวทางเพื่อแก้ปัญหา ป้องกันภัยคุกคามดังกล่าว

คาห์ลกับแบรนดส์ ระบุว่า “ยุทธศาสตร์หลัก” ตามโลกทัศน์ของทรัมป์และพวก ยืนอยู่บนการวินิจฉัยว่าสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญภัยคุกคาม 3 อย่าง

ที่นำไปสู่การกำหนด 4 ยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐอเมริกาในเวลานี้และในอนาคตอันใกล้นี้

ภัยคุกคามที่ก่ออันตรายให้กับสหรัฐอเมริกาแรกสุดตามโลกทัศน์ของทรัมป์ คือการคุกคามจาก “อิสลามสุดโต่ง” ซึ่งทั้งทรัมป์และที่ปรึกษาใกล้ชิดถือว่าเป็นทั้งภัยคุกคาม “เฉพาะหน้า” และเป็นภัยในระยะยาวที่คุกคามต่อสหรัฐอเมริกาในเชิง “อารยธรรม” อีกต่างหาก จนต้อง “กำจัด” ไปให้หมดสิ้นจากโลกใบนี้

ความนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะต่อกลุ่มมุสลิมสุหนี่ที่ถือตัวเองเป็น “นักรบในสงครามศักดิ์สิทธิ์” หรือ ญิฮาดิสต์ อย่างกองกำลังก่อการร้ายรัฐอิสลาม (ไอเอสหรือไอซิส) และอัลเคดา (หรืออัลกออิดะห์) เท่านั้น แต่เป็นการ “เหมารวม” อย่างน่าวิตก

ตัวอย่างเช่น ไมเคิล ฟลินน์ ที่ปรึกษาความมั่นคงของทรัมป์ ที่บรรยายถึง “ลัทธิอิสลาม” ในทุกรูปแบบว่าเป็น “มะเร็งร้าย” และเป็น “อุดมการณ์ทางการเมือง” ที่ “ซ่อนอยู่หลังความเป็นศาสนา” รวมถึงการเป็น “ขบวนการของคนชั่วร้าย” โดยไม่มีการจำแนกแยกแยะ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของพฤติกรรมของปัจเจกหรือในแง่ของความแตกต่างระหว่าง สุหนี่ ชีอะห์ ฯลฯ ทำให้ในมุมมองของทรัมป์และพวก ชีอะห์ อิหร่าน ก็ไม่ต่างแต่อย่างใดกับไอเอส

แม้แต่กระทั่งพลเรือนมุสลิมอเมริกันเคร่งศาสนาก็ถูกมองว่าเป็น “แนวที่ 5” ของอิสลามสุดโต่งในบ้านเกิด

ภัยที่ 2 ที่คุกคามสหรัฐอยู่ในเวลานี้ คือ “ความตกลงทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม” ที่คู่แข่งทางการค้าก่อให้เกิดการคุกคามต่อเศรษฐกิจอเมริกันและความมั่นคงของอเมริกาอยู่ในเวลานี้

ทรัมป์มอง “เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ” หรือนาฟตา ว่าเป็น “ความตกลงทางการค้าที่เป็นหายนะ” ในขณะที่มองการเจรจาเพื่อทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) อยู่ในระนาบเดียว ถือว่าเป็นการ “ชำเราประเทศชาติ”

ที่น่าสนใจก็คือ จีน ซึ่งถูกถือว่าเป็น “ศัตรูหมายเลข 1” ในด้านเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีพีพี ไม่ได้มีความตกลงการค้าเสรีใดๆ กับสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำไป กระนั้น ทรัมป์กับพวกก็ยังมองจีนว่าเป็น “ศัตรูซ่อน” ที่มีเป้าหมายลึกๆ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมการผลิตอเมริกันพิกลพิการ และช่วยให้ทางการปักกิ่งสามารถครอบงำหรือมีอำนาจเหนือสหรัฐอเมริกาทั้งทางเศรษฐกิจและการทหารอยู่ร่ำไป

สุดท้าย สิ่งที่ทรัมป์ยึดถือมาตลอดก็คือ สหรัฐอเมริกากำลังถูกคุกคามจากผู้อพยพ แรงงานอพยพ ทำให้แรงงานอเมริกันเสียตำแหน่งงาน ค่าแรงลด ไม่มีความมั่นคงทั้งด้านที่อยู่อาศัย โรงเรียน และมาตรฐานการครองชีพ

ที่สำคัญก็คือ ผู้อพยพยังเป็นที่มาของยาเสพติด อาชญากรรม และการก่อการร้าย

ที่ทำให้ “อเมริกันนับไม่ถ้วนต้องล้มตายลง” ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงเหล่านี้แต่อย่างใด

เพื่อตอบโต้กับภัยคุกคามในสายตาของทรัมป์และพวกเหล่านี้ ฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกาที่มีคนอย่าง สตีฟ แบนนอน ทำหน้าที่เป็น “หัวหน้าทีมยุทธศาสตร์ประจำทำเนียบขาว” กำหนดยุทธศาสตร์หลักเอาไว้ 4 ด้านด้วยกัน

แรกสุดคือสิ่งที่แบนนอนเรียกขานอย่างภาคภูมิว่า “ลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจ” กำหนดนโยบายต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจการค้าในรูปแบบ “โพรเทคชั่นนิสต์” และ “เมอร์แคนทิลิสต์” ที่ดึงประเทศย้อนหลังไปสู่ยุคของการค้าระหว่างประเทศในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 ปฏิเสธระบบการค้าเสรีที่เป็นหลักในการสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้กับโลกในช่วงศตวรรษที่ 21 ไปแทบจะสิ้นเชิง

การถอนตัวจากทีพีพีและเตรียมต่อรองเงื่อนไขนาฟตาใหม่ ภายใต้คำขู่ที่ว่าพร้อมที่จะเลิกล้มความตกลงนี้กับแคนาดาและเม็กซิโก หากไม่ได้สิ่งที่สหรัฐต้องการ เป็นประจักษ์พยานที่ดีในเรื่องนี้

ยุทธศาสตร์หลักที่ 2 อาจเรียกได้ว่าเป็นการให้ความสำคัญในการ “สร้างความมั่นคงภายในแบบสุดโต่ง” ตัวอย่างง่ายๆ ของการนี้ก็คือ แนวคิดเรื่อง “กำแพง” ตามแนวชายแดนเม็กซิโก และการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนให้สูงขึ้นสู่ระดับสูงสุด รวมทั้งการที่ทรัมป์ข่มขู่จะ “เนรเทศขนานใหญ่” บรรดาผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายทั้งหลาย เริ่มต้นด้วยคนที่มีประวัติอาชญากรรม เป็นต้น

คำสั่งประธานาธิบดีว่าด้วยการห้ามผู้อพยพซีเรียเข้าประเทศโดยถาวรจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง, การระงับการรับผู้อพยพ 120 วัน และการห้ามเข้าประเทศของผู้ถือสัญชาติของชาติมุสลิม 7 ชาติ จนกว่าระบบ “กลั่นกรองสูงสุด” เพื่อเข้มงวดการเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาจะเข้าที่เข้าทาง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่เดินทางเข้าประเทศมา “มีค่านิยมเหมือนกับเรา และรักประชาชนของเรา” ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสถาปนาความมั่นคงภายในให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดเช่นกัน

เช่นเดียวกับการขู่จะ “ขึ้นทะเบียนมุสลิม” ในประเทศ และจะ “ลงโทษ” ผู้ที่ไม่รายงานพฤติกรรมของญาติมิตรทั้งหลายที่ต้องสงสัยว่ามีแนวความคิดสุดโต่งอีกด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ 3 ที่ทรัมป์และพวกใช้เป็นหลักนั้น คาห์ลกับแบรนดส์เรียกว่าเป็น “การดำเนินการโดยละเลยจริยธรรม” โดยขยายความเอาไว้ว่า ในทรรศนะของทรัมป์นั้น สหรัฐอเมริกาควรจะเต็มใจ “ทำความตกลง” อะไรก็ได้ กับ “ประเทศใดก็ได้” ตราบใดที่ประเทศนั้นๆ มี “ผลประโยชน์ร่วม” กับสหรัฐอเมริกา

ไม่ว่าประเทศนั้นๆ จะดำเนินการสอดคล้องกับ “ค่านิยมอเมริกัน” หรือไม่ก็ตาม

ผู้เขียนทั้งสองเชื่อว่ายุทธศาสตร์นี้เป็นยุทธศาสตร์หลักที่สำคัญและเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ทั้งหลายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในยุคนี้

หลักการนี้ช่วยอธิบายความพยายามสร้างความสัมพันธ์ในเชิงยุทธศาสตร์กับรัสเซียได้เป็นอย่างดี เพราะทรัมป์และที่ปรึกษาเห็นว่ารัสเซียเป็น “หุ้นส่วนโดยธรรมชาติ” ในการต่อสู้เพื่อกำจัดกลุ่มก่อการร้ายอย่างไอเอส และหวังว่าจะขยายไปถึงการ “ต่อต้านจีน” ด้วยเช่นเดียวกัน

นอกจากนั้น การยึดโยงเอา “ผลประโยชน์” อเมริกันสำคัญสูงสุด ส่งผลให้เกิดแนวคิดที่ว่า พันธมิตรและหุ้นส่วนทั้งหลายของสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้อง “จ่ายค่าตอบแทน” ต่อความช่วยเหลือใดๆ ที่ได้รับจากอเมริกัน

ทรัมป์พูดชัดเจนหลายครั้ง ทั้งต่อพันธมิตรนาโตและหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สำคัญอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ว่า “ประเทศทั้งหลายที่เราช่วยคุ้มครอง จำเป็นต้องจ่ายเงินเป็นค่าการคุ้มครองเหล่านั้น และถ้าไม่ สหรัฐอเมริกาก็จำเป็นต้องพร้อมที่จะปล่อยให้ประเทศเหล่านี้ปกป้องตัวเอง เราไม่มีทางเลือก”

ยุทธศาสตร์หลักสุดท้ายของทรัมป์และพวกก็คือการสร้างพลานุภาพทางทหารตามแนวทางของ “ลัทธิทหาร” ตามที่เคยเรียกร้องไว้ทั้งในระหว่างการรณรงค์หาเสียงและในพิธีสาบานตนว่า กองทัพอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ ทางอากาศ หรือกำลังพลภาคพื้นดินต้องใหญ่ขึ้น และต้องมี “การลงทุนใหม่ๆ” เพื่อเสริมสมรรถนะของประเทศสำหรับ “สงครามไซเบอร์” และ “สงครามนิวเคลียร์”

ที่น่าสนใจก็คือ แนวทางนี้ไม่ได้มีเป้าประสงค์เพื่อส่งกองทัพอเมริกันไปอาละวาดในทุกที่ทาง หรือเสริมสร้างความมั่นคง ความมั่นใจให้กับพันธมิตร หากแต่เพื่อปกป้องสหรัฐอเมริกาเองให้รอดพ้นจากปรปักษ์ และเอาชนะใครก็ตามที่ต้องการโจมตีสหรัฐอเมริกา

ทรัมป์ไม่ใช่ผู้นำในแบบเดียวกันกับอดีตประธานาธิบดีอเมริกันที่นิยมแนวทางแข็งกร้าวในอดีต ที่ต้องการสร้างพลานุภาพทางทหารให้มากเพียงพอต่อการควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์โลก หากแต่ทรัมป์เพียงแค่ต้องการกองทัพที่มีอานุภาพเพียงพอต่อการ “กำจัด” บรรดาผู้ก่อการร้าย

แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีทางของมัน ไม่มีการสร้างชาติใหม่ หรือการปลูกฝังประชาธิปไตยใดๆ อีกต่อไปแล้ว

แน่นอนที่ว่า ยุทธศาสตร์หลักที่สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของทรัมป์ยึดถือเหล่านี้ ผิดแผกแตกต่างจากที่ผู้นำสหรัฐอเมริกาเคยยึดถือมาต่อเนื่องหลายสิบปี

คำถามสำคัญก็คือ ภายใต้ยุทธศาสตร์หลักเหล่านี้ สหรัฐอเมริกาจะสามารถบรรลุเป้าประสงค์ของตนหรือไม่ ด้วยเหตุผลใด?