เรื่องดราม่าของ 2 ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
เหลือเวลาอีกไม่ถึง 110 วันเท่านั้นที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในวันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน ปีนี้ โดย นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้รับเลือกเป็นผู้แทนพรรคเดโมแครตอีกสมัยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปลายปีนี้อย่างไม่เป็นทางการ หลังสามารถรวบรวมตัวแทนผู้ลงคะแนน ในการเลือกตั้งขั้นต้นได้จำนวน 2,099 คนแล้ว ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนตัวแทนผู้ลงคะแนน ในการเลือกตั้งขั้นต้นทั้งหมดของพรรคเดโมแครต ส่วน นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ได้เป็นผู้แทนพรรครีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเช่นกัน โดย ทรัมป์คว้าชัยในการเลือกตั้งขั้นต้นไปแล้วอย่างน้อย 28 สนาม และรวบรวมจำนวนตัวแทนผู้ลงคะแนน ในการเลือกตั้งขั้นต้นไปได้แล้ว 1,228 คน เกินครึ่งหนึ่งของจำนวนตัวแทนผู้ลงคะแนนในการเลือกตั้งขั้นต้นทั้งประเทศของพรรครีพับลิกันเช่นกัน
ความจริงในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในการคัดเลือกตัวผู้แทนของพรรคการเมือง 2 พรรคนี้ จะใช้ระบบบ้านใหญ่ของแต่ละมลรัฐมานานร่วม 200 ปีเลยทีเดียว จนกระทั่งใน พ.ศ.2515 พรรคเดโมแครตจึงใช้วิธีการเลือกตั้งขั้นต้น คือให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นตัวแทนของพรรคโดยตรง เพื่อชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรก เพราะว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ดังนั้น การใช้ระบบบ้านใหญ่จึงสามารถรวมหัวกันเลือกผู้ที่จะเป็นประธานาธิบดีได้ง่ายนั่นเอง ซึ่งพรรครีพับลิกันก็ทำตามอีก 4 ปีต่อมา นับว่าเป็นการก้าวหน้าทางประชาธิปไตยก้าวสำคัญในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาอีกขั้นหนึ่ง
ดังนั้น จึงนับเวลาได้ 52 ปีแล้วที่ทั้งพรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกันได้คัดเลือกตัวแทนของพรรคเข้าชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นของมลรัฐต่างๆ มาเรียบร้อยแล้ว โดยนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อายุ 81 ปี ได้รับเลือกเป็นผู้แทนพรรคเดโมแครตเข้าชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อายุ 78 ปี ก็ได้เป็นผู้แทนพรรครีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเช่นกัน
คราวนี้ก็มาถึงเรื่องดราม่าของ 2 ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปีนี้ที่มีมากมายเหลือเกิน เริ่มจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ถูกลอบสังหารเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ (เวลาในประเทศไทย) ในขณะที่ปราศรัยหาเสียงที่เมืองบัตเลอร์ มลรัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ทำให้บรรดาผู้ร่วมฟังปราศรัยในงานพากันแตกตื่นตกใจ ขณะที่ทรัมป์ก้มตัวมุดหลบหาที่กำบัง ก่อนที่ทีมอารักขา จะรีบเข้ามานำตัวเขาออกไป ในสภาพที่มีเลือดเปื้อนที่หูด้านขวาและใบหน้า ซึ่งเจ้าตัวยังชูกำปั้นขวาให้กลุ่มผู้สนับสนุน พร้อมตะโกนว่า “สู้! สู้! สู้!” ก่อนลงจากเวทีไป
ภาพที่นายทรัมป์ชูกำปั้นในขณะมีเลือดเปื้อนใบหน้า เมื่อบรรดาเจ้าหน้าที่หลายคนช่วยกันพาเขาลงจากเวทีปราศรัย ได้ถูกเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วและรูปภาพนี้ถูกสกรีนลงบนเสื้อยืดออกวางขายเรียบร้อยแล้ว จัดว่าเป็นดราม่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้แน่นอน
นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังถูกคณะลูกขุนของศาลมลรัฐนิวยอร์กตัดสินให้นายทรัมป์มีความผิด 34 กระทง จากการปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินปิดปากนางสตอร์มี แดเนียลส์ ดาราหนังผู้ใหญ่ เพื่อไม่ให้เปิดเผยความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างคนทั้ง 2 ซึ่งแต่ละกระทงมีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ทำให้ทรัมป์เป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนแรกที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีอาญา นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเป็นผู้ถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกันคนแรกที่กลายเป็นผู้กระทำความผิดทางอาญาอีกด้วย อะไรมันจะดราม่าได้ถึงขนาดนี้
ส่วนประธานาธิบดีโจ ไบเดน เองก็ถูกเสียงเรียกร้องและแรงกดดันให้ถอนตัวจากการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในนามตัวแทนพรรคเดโมแครตถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากคนในพรรคและนอกพรรค หลังจากผ่านพ้นศึกดีเบตนัดแรกกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ คู่แข่งพรรครีพับลิกันเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา เพราะไบเดนออกมาดีเบตด้วยน้ำเสียงที่เบาและแหบแห้ง เหมือนเขาขาดพลังในการพูดและการพูดของเขาก็ดูวกวน หยุดระหว่างประโยคหลายครั้ง และบ่อยครั้งไบเดนก็เปลี่ยนเรื่องกลางคัน เหมือนกับว่ากระบวนการคิดของเขารวนไปเสียแล้ว ซึ่งทำให้ข้อสงสัยที่ว่าไบเดนมีภาวะสมองเสื่อมหรือไม่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ภาษากายของไบเดนก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน เมื่อเขาก้มมองโน้ตตลอดเวลาเหมือนกับจำเรื่องที่กำลังดีเบตไม่ได้เลย
นับตั้งแต่ศึกดีเบตนัดแรกผ่านไปได้มีเสียงของประชาชนชาวอเมริกันตามโพลของซีเอ็นเอ็นชี้ว่า ผู้ชมดีเบตนัดแรกถึง 67% รู้สึกว่าทรัมป์ทำศึกดีเบตได้ดีกว่าไบเดนมาก ในขณะที่โพลของรอยเตอร์/อิปซอส ชี้ว่า หนึ่งในสามของผู้มีสิทธิลงคะแนนของพรรคเดโมแครตคิดว่าไบเดนควรจะถอนตัวจากการชิงชัย และผู้ตอบรับการสำรวจ 59% ในพรรคเดโมแครตมองว่า ไบเดนอายุมากเกินไปที่จะทำหน้าที่เป็นผู้นำสหรัฐอเมริกาเสียแล้ว นอกจากนี้ สมาชิกพรรคเดโมแครตที่ทรงอิทธิพลในสภาคองเกรสรวมทั้งผู้นำคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตถึง 9 ราย ได้ออกมาเรียกร้องให้ไบเดนถอนตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่สมาชิกพรรคที่อาวุโสในสภาก็ต้องการตัวแทนพรรคคนใหม่ที่จะลงชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดี แม้แต่กลุ่มมหาเศรษฐีที่เคยสนับสนุนไบเดนและต่อต้านทรัมป์ก็ออกมาผลักดันให้ไบเดนถอนตัวเช่นกัน โดยล่าสุด เจมส์ คาร์วิล นักยุทธศาสตร์ด้านการเมืองของเดโมแครตได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อในทำนองว่า ไบเดนคงจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องและถอนตัวจากการลงศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุด
ครับ! ถึงแม้ว่าไบเดนได้ออกมายืนยันถึงจุดยืนในการเดินหน้าเพื่อลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป แต่กระแสทักท้วงและกดดันก็ไม่ได้แผ่วลงแต่อย่างใด ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าผู้ทรงอิทธิพลของพรรคเดโมแครตกำลังรวมหัวกันบีบให้ไบเดนลาออกจากการเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ก่อนการประชุมใหญ่ของพรรคเดโมแครตระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ หากไบเดนยังยืนกรานไม่ยอมลาออกก็จะมีผู้ที่จะท้าทายไบเดนลงแข่งชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในการประชุมใหญ่ของพรรคเดโมแครตครั้งนี้อย่างแน่นอน
ดราม่าของไบเดนดูจะใหญ่กว่าของทรัมป์อีกนะครับ

