ทูตไทยในอิสราเอล เล่าความคืบหน้า สถานการณ์แรงงานไทย 

16.07.24 | 06:49 น.

ทูตไทยในอิสราเอล เล่าความคืบหน้า สถานการณ์แรงงานไทย 

หมายเหตุ – น.ส.พรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ เทลอาวีฟ อิสราเอล ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของแรงงานไทยในอิสราเอลในปัจจุบัน ที่สถานการณ์ความรุนแรงยังไม่ยุติลง รวมถึงการให้การดูแลแรงงานไทยที่กลับไปอยู่ในอิสราเอลทั้งหมดแล้ว ตลอดจนตัวประกันไทยที่ยังคงไม่ทราบข่าว

๐ทราบว่าแรงงานไทยที่อพยพกลับไทยจากเหตุสงครามเมื่อปีก่อนเดินทางกลับไปอิสราเอลหมดแล้ว อยากทราบว่าสถานการณ์แรงงานไทยในอิสราเอลขณะนี้เป็นอย่างไร และมีข้อห่วงกังวลใดบ้าง

ก่อนสงครามมีแรงงานไทยในอิสราเอลประมาณ 30,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร ซึ่งสร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมาก มีสถิติว่าแรงงานไทยในอิสราเอลได้ส่งรายได้มาถึงครอบครัวในไทยเดือนละไม่ต่ำกว่า 825 ล้านบาทต่อเดือน

หลังเกิดสงครามสถานเอกอัครราชทูต (สอท.) ได้อพยพแรงงานไทยกลับไทยด้วยเที่ยวบินที่รัฐบาลไทยจัดรวม 7,470 คน และกลับเองอีกกว่า 2,000 คน อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ พี่น้องแรงงานไทยได้ทยอยเดินทางกลับมาอิสราเอลเองทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยยังเห็นว่าควรชะลอการจัดส่งแรงงาน โดนมีทั้งคนที่เคยทำงานที่อิสราเอลก่อนหน้านี้ และคนใหม่รวมประมาณ 9,000 คน ทำให้ปัจจุบันจำนวนแรงงานไทยในอิสราเอลกลับมาเป็น 30,000 คนเท่าเดิมแล้วหรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ ซึ่งแรงงานไทยในอิสราเอลจะกระจายอยู่ในพื้นที่เกษตรต่าง ๆ ทั่วประเทศ

Advertisement

นอกจากนี้รัฐบาลไทยโดยกระทรวงแรงงานได้กลับมาส่งแรงงานไทยมาทำงานในภาคเกษตรของอิสราเอลแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) หลังชะลอไปเพราะเหตุสงคราม โดยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ส่งแรงงานไทยชุดแรกมาแล้ว 100 คน

สำหรับข้อห่วงกังวลก็ที่ทุกคนอาจทราบกันดีอยู่แล้วว่า สถานการณ์ความปลอดภัยในอิสราเอลยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮามาส และระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งทำให้พื้นที่ทางใต้ที่ติดกาซาและพื้นที่ทางเหนือที่ติดชายแดนเลบานอนเป็นพื้นที่เสี่ยง และโดยที่มีแรงงานไทยจำนวนมากสมัครใจที่จะทำงานในนิคมเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว สอท.จึงต้องติดตามสถานการณ์และดูแลแรงงานกลุ่มเหล่านี้เป็นพิเศษ

๐สถานทูตให้การดูแลแรงงานไทยในอิสราเอลขณะนี้อย่างไร

ทุกครั้งที่มีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะไม่ปลอดภัยหรือรุนแรง สอท.จะประกาศเตือนคนไทยทางเฟซบุ๊ก “Royal Thai Embassy, Tel Aviv (ทุกเรื่องเมืองยิว)” และเว็บไซต์ https://telaviv.thaiembassy.org/
โดยอิงจากคำเตือนและข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวของทางการอิสราเอล

โดยทั่วไปสอท.จะเน้นย้ำข้อปฏิบัติให้พี่น้องคนไทยในอิสราเอลทราบไม่ว่าจะเป็น 1.ให้ติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามข้อแนะนำด้านความปลอดภัยของทางการท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด 2.หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย สามารถขอความช่วยเหลือจากสอท.เพื่อย้ายออกจากพื้นที่ได้ผ่านทางโทรศัพท์ +972 546368150 +972 503673195 3.ในบางพื้นที่ขอให้เตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น น้ำดื่ม และอาหารแห้ง แบตเตอรี่สำรอง หรือพาวเวอร์แบงก์ ไฟฉาย ชุดปฐมพยาบาล และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต รวมทั้ง 4.ย้ำเตือนว่า เมื่อได้ยินเสียงไซเรน งดถ่ายภาพหรือวีดิโอ รีบเข้าห้องนิรภัยทันที แต่หากอยู่กลางแจ้ง ควรเข้าไปในอาคารที่ใกล้ที่สุด ถ้าไม่มี ควรนอนราบกับพื้นและปกป้องศีรษะด้วยมือ

สอท.ยังได้เชิญชวนให้พี่น้องแรงงานไทยลงทะเบียนกับ สอท.เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือและติดต่อในกรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน ในขณะเดียวกันก็ได้ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ของอิสราเอลอย่างใกล้ชิด ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมือง (PIBA) ที่ดูแลเรื่องการนำเข้าแรงงานต่างชาติมาในอิสราเอล และกองทัพอิสราเอล (ไอดีเอฟ) เพื่อขอให้ช่วยดูแลแรงงานไทยและเตรียมการอพยพในกรณีจำเป็น ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงหรือเหตุอันตรายในพื้นที่ เนื่องจาก สอท.ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่เกิดเหตุเองด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย และจำเป็นต้องให้ไอดีเอฟช่วยเคลื่อนย้ายแรงงานไทย

นอกจากนี้ โดยที่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน ดิฉันและฝ่ายแรงงานประจำสถานทูตได้เชิญบริษัทจัดหางานในอิสราเอล 12 แห่ง เข้าร่วมการประชุมที่ สอท.ไปเมื่อต้นเดือนนี้ เพื่อประสานงานในการดูแลและช่วยเหลือแรงงานไทย โดยเฉพาะในเรื่องข้อมูลติดต่อและสถานที่ทำงานของแรงงานไทย ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ สอท.ในการติดต่อและช่วยเหลือแรงงานในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

๐ขณะนี้สถานการณ์ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น สอท.ได้แนะนำหรือเตือนคนไทยในอิสราเอลอย่างไร

ดังที่ได้บอกไปแล้วว่าหากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย สามารถขอรับความช่วยเหลือเพื่อย้ายออกจากพื้นที่ได้จาก สอท.ทันที จากนั้น สอท.จะประสานงานกับ PIBA เพื่อให้ช่วยย้ายพี่น้องแรงงานไทยออกจากพื้นที่และช่วยเปลี่ยนนายจ้าง โดยแรงงานไทยที่ย้ายออกมาจะได้ทำงานในที่ใหม่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายเหมือนเดิม เพราะทางการอิสราเอลเป็นผู้ดำเนินการย้ายให้

และขอย้ำว่านายจ้างเก่าจะไม่สามารถข่มขู่และส่งกลับประเทศไทยได้

ที่ผ่านมา สอท.และฝ่ายแรงงานประจำ สอท.มักได้รับการติดต่อจากพี่น้องแรงงานไทยในพื้นที่ทางเหนือติดชายแดนเลบานอนให้ช่วยย้ายออกจากพื้นที่เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่กลับเปลี่ยนใจไม่นานในเวลาต่อมา ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ 4 มีนาคมปีนี้ เกิดเหตุยิงจรวดต่อสู้รถถังจากฝั่งเลบานอนเข้าไปในนิคมเกษตร Margaliot ติดชายแดนเลบานอน ซึ่งทำให้แรงงานอินเดียเสียชีวิต 1 ราย รวมทั้งแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บ 5 คน หลังเกิดเหตุ สอท. ได้รับการติดต่อจากตัวแทนแรงงานไทยที่นิคมเกษตรแห่งหนึ่งว่าตนและแรงงานไทยรวมประมาณ 14-15 คน ต้องการย้ายไปทำงานในพื้นที่ปลอดภัย แต่ต่อมา 10 คนเปลี่ยนใจ เนื่องจากได้รับข้อมูลจากนายจ้างว่าหากย้ายงานจะถูกส่งกลับไทย ซึ่ง สอท.ได้พยายามอธิบายให้เข้าใจว่าไม่เป็นความจริง แต่ไม่เป็นผลและขาดการติดต่อกับ สอท.ขณะที่แรงงานอินเดียย้ายออกมาอย่างรวดเร็ว สุดท้ายมีเพียงแรงงานไทย 1 คนที่ย้ายออกมา

สอท.ได้รับการบอกเล่าว่า การที่แรงงานไทยไม่ยอมย้ายออกจากพื้นอันตราย เพราะบางรายถูกนายจ้างข่มขู่บางรายถูกยึดโทรศัพท์ไม่ให้ติดต่อกับ สอท.ซึ่งก็ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือกับทางการอิสราเอลโดยตลอด บางรายเกรงใจนายจ้างเพราะรู้สึกเป็นบุญคุณต่อกันมาก่อน ซึ่งก็มักเป็นธรรมชาติของคนไทยที่เกรงใจ ขณะที่บางรายนายจ้างเสนอเงินให้เพิ่ม บางรายเห็นว่าไม่สามารถหางานที่มีรายได้ดีเท่านี้ในไทยได้ จึงพร้อมที่จะเสี่ยงชีวิต และหากเสียชีวิต ครอบครัวจะได้รับเงินชดเชยทุกเดือนตลอดชีวิต อย่างไรก็ดี สอท.อยากให้ห่วงสวัสดิภาพและชีวิตของตนเองด้วย และเราพร้อมช่วยเหลือเสมอ

๐ในกรณีสถานการณ์รุนแรงบานปลาย สอท. มีแผนจะอพยพคนไทยอีกหรือไม่ มีการเตรียมการหรือปรับปรุงแผนการอพยพอย่างไร

ในเบื้องต้น อาจอพยพจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปพื้นที่ปลอดภัยหรือที่เรียกว่าพื้นที่สีเขียวในอิสราเอล โดยต้องขอให้ทางการอิสราเอลช่วยพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมและมีงานให้แรงงานไทยทำชั่วคราวระหว่างที่ต้องอพยพ วิธีนี้จะทำให้แรงงานไทยยังคงได้รับรายได้ในขณะที่ต้องย้ายที่พักและที่ทำงานใหม่
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์เลวร้ายจนส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งรัฐบาลไทยมองว่ามีความจำเป็นต้องอพยพออก สอท.จะปฏิบัติตามแผนอพยพที่มีอยู่แล้ว โดยจะพิจารณาเส้นทางและช่องทางที่ปลอดภัยสำหรับการอพยพ และนำประสบการณ์และแนวทางการอพยพจากเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2566 ซึ่งค่อนข้างมีประสิทธิภาพมาใช้เป็นแนวทางด้วย
การอพยพแรงงานไทยและคนไทยออกนอกอิสราเอลไม่ว่าจะทางใดใช้งบประมาณจำนวนมาก สอท.พร้อมอพยพหากรัฐบาลมีนโยบายให้อพยพ

๐ทราบว่าอิสราเอลจะรับแรงงานไทยเพิ่มจำนวน 20,000-30,000 ราย สอท.มีข้อแนะนำอย่างไรสำหรับคนไทย

เมื่อวันที่ 26-28 พฤษภาคม ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เดินทางเยือนอิสราเอล ซึ่งฝ่ายไทยได้ขอโควตาส่งแรงงานไทยมาภาคเกษตรของอิสราเอลเพิ่มจาก 30,000 คนเป็น 40,000 คน และภาคก่อสร้างอีก 20,000 คน ซึ่งฝ่ายมีท่าทีตอบรับในทางบวกทั้งสองประเด็น ซึ่งท่านรมว. รง. ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว อันจะทำให้ต่อไปแรงงานไทยในอิสราเอลเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวจาก 30,000 คนเป็น 70,000 คน ทำให้อิสราเอลเป็นประเทศที่มีแรงงานไทยมากที่สุดในโลก และสามารถสร้างรายได้แก่ประเทศไทยจำนวนมาก

โดยที่อิสราเอลเป็นประเทศที่มีสถานการณ์พิเศษ ที่ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงเรื่องสงคราม แต่ก็เห็นได้ชัดว่าอิสราเอลมีระบบป้องกันภัยที่สามารถปกป้องพลเรือนได้ ดังนั้น ไทยจึงขอให้อิสราเอลกำหนดให้แรงงานไทยทำงานในพื้นที่ปลอดภัยเท่านั้น พร้อมขอให้ฝ่ายอิสราเอลต้องช่วยแรงงานไทยย้ายงานหรือเปลี่ยนนายจ้างออกจากพื้นที่เสี่ยงหรืออันตรายเมื่อมีเหตุ

เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของตนเอง สอท. ได้พยายามสื่อสารกับพี่น้องแรงงานไทยในทุกโอกาส ขอให้ไม่ย้ายงานจากพื้นที่ปลอดภัยไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงถึงแม้ว่าอาจได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้น และขอให้ลงทะเบียนกับ สอท.เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองดูแล

๐ความคืบหน้าเกี่ยวกับตัวประกันไทยอีก 6 คนที่ยังอยู่ในฉนวนกาซา

รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจนับตั้งแต่ทราบว่ามีคนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน 31 ราย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานกับกาตาร์ อียิปต์ และมิตรประเทศต่างๆ ที่มีบทบาทในการเจรจาเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน ซึ่งส่งผลให้ตัวประกันชาวไทยได้ถูกปล่อยตัวมาแล้ว 23 คน โดยขณะนี้ มีตัวประกันคนไทย 6 ราย และร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตอีก 6 รายที่ยังคงอยู่ในกาซา ซึ่ง สอท.ได้ติดตามกับทางการอิสราเอลอย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามสถานการณ์ ซึ่งทางอิสราเอลย้ำโดยตลอดว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัวประกันทั้งหมด พร้อมร่างผู้เสียชีวิตกลับมา ในขณะเดียวกัน ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้ติดตามเรื่องตัวประกันอย่างต่อเนื่อง และได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศประสานกับมิตรประเทศต่างๆ ที่มีบทบาทในการเจรจาเพื่อช่วยเหลือตัวประกันอย่างต่อเนื่อง แต่การทำงานของไทยเป็นการทำงานทางการทูตแบบเงียบๆ แต่มีความต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้สาธารณชนมองว่าไทยไม่ได้ติดตามให้ความสำคัญเรื่องตัวประกันซึ่งขอเรียนย้ำว่าไม่เป็นความจริง และก่อนหน้านี้ ไทยได้ร่วมลงนามร่วมกับสหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ อีก 17 ประเทศในแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้ฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมดในกาซา

ซึ่งจะนำไปสู่การหยุดยิง และปูทางสู่การยุติวิกฤติการณ์ในฉนวนกาซา