หน้าแรก ต่างประเทศ รมว.กต.ยัน ไม...

รมว.กต.ยัน ไม่พบหลักฐาน ไทยเกี่ยวข้องธุรกรรมซื้ออาวุธเมียนมา ย้ำรบ.ไทยไม่สนับสนุนละเมิดสิทธิมนุษยชน

18.07.24 | 12:48 น.

รมว.กต.ยัน ไม่พบหลักฐาน ไทยเกี่ยวข้องธุรกรรมซื้ออาวุธเมียนมา ย้ำรบ.ไทยไม่สนับสนุนละเมิดสิทธิมนุษยชน

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตอบกระทู้ถามสดสภาผู้แทนราษฎร ของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ปรากฏระบบธนาคารไทย เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมซื้อ-ขายอาวุธ เพื่อเอื้อให้เกิดการสูญเสียสงคราม และความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในเมียนมา ตามรายงาน Banking on the Death Trade: How Banks and Governments Enable the Military Junta in Myanmar ที่นายทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ด้านสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาจัดทำขึ้น

นายมาริษได้ยืนยันและย้ำจุดยืนของประเทศไทยว่า ประเทศไทยไม่มีนโยบายสนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่สนับสนุนให้มีการกระทำกิจกรรมใด ๆ ทั้งทางธุรกรรมหรือไม่เกี่ยวกับธุรกรรม ที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตหรือกระทำการไม่ถูกต้อง ขัดต่อกฎบัตรองค์การสหประชาชชาติ และเคารพความสัมพันธ์ทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

ส่วนการดำเนินการและการติดตามตามรายงานดังกล่าวนั้น นายมาริษยืนยันว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง และสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยพบว่ารายงานของนายแอนดรูว์สนั้นเป็นเอกสารประกอบการประชุมที่ระบุอย่างชัดเจนว่าไม่พบหลักฐานที่ธนาคารไทยที่ถูกอ้างถึงในรายงานรับรู้ว่า ธุรกรรมดังกล่าวเป็นการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ หรือรัฐบาลเมียนมาได้รับประโยชน์ และไม่พบหลักฐานว่ารัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรการดังกล่าว

นายมาริษกล่าวว่า กระนั้นก็ดี ทางการไทยไม่ได้นิ่งเฉย แต่มีการตรวจสอบจริงจัง และออกคำชี้แจง ทั้งจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ที่ยืนยันว่า ไทยไม่สนับสนุนการจัดซื้ออาวุธให้แก่องค์กรทหารเมียนมา และให้ความสำคัญต่อการห้ามนำธุรกรรมทางการเงินของภาคธนาคาร ไปใช้เพื่อจัดซื้ออาวุธไปละเมิดสิทธิมนุษยชน

Advertisement

“เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ย้ำท่าทีและคำแถลงการณ์ของธปท., ป.ป.ง. และธนาคารพาณิชย์ไทยหลายแห่ง ทั้งยังยืนยันนโยบายรัฐบาลไทยที่ไม่สนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการสังหารประชาชนในประเทศใดก็ตาม และหากผู้เสนอรายงานพิเศษสามารถให้ข้อมูลของบริษัทที่ชัดเจนต่อทางการไทยได้ ทางการไทยก็พร้อมตรวจสอบเพิ่มเติม” นายมาริษกล่าว และว่า นายแอนดรูว์สยอมรับเป็นลายลักษณ์อักษร และทางวาจากับเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยว่า การตรวจสอบทางการเงินดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย และยินดีที่ทางการไทยมีคำชี้แจงอย่างรวดเร็ว รวมถึงตรวจสอบอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ

นายมาริษยืนยันด้วยว่า รัฐบาลไทยพร้อมให้ความร่วมมือ และตรวจสอบ กรณีมีการร้องเรียนจากต่างประเทศ และมีหลักฐานที่ชัดเจนต่อธุรกรรมของบริษัทในประเทศไทย ที่เข้าข่ายการทำธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน สุ่มเสี่ยงการกระทำผิด ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้น ได้มีการประชุมและมอบหมายให้ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับคำร้องขอไปตรวจสอบรายละเอียด โดยได้ดำเนินการตามกระบวนการที่ชัดเจนตามมาตรฐานสากล และกระทรวงการต่างประเทศจะเรียกประชุมเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้

ส่วนกรณีที่นายทอม แอนดรูว์ส ผู้เสนอรายงานมีนัยยะให้ยุติการมีธุรกรรมกับลูกค้า หรือธนาคาร ที่ทางการเมียนมาเป็นเจ้าของ เสมือนการคว่ำบาตรทางการเมียนมานั้น นายมาริษชี้แจงว่า จะไม่เป็นผลดีกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และไทยต้องการเห็นความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต พร้อมย้ำว่า ประเทศไทย ให้ความสำคัญต่อหลักมนุษยธรรม และคำนึงถึงผลกระทบต่อการคว่ำบาตรที่จะกระทบในวงกว้างต่อชาวเมียนมา ที่ประสบความยากลำบากต่อเหตุการณ์ที่เกิดขี้นอยู่แล้วจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และไทยเป็นเพื่อนบ้านสำคัญ มีการค้าขายชายแดนระหว่างกัน จึงต้องรักษาความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ