ร้าว! อียูตัดสิทธิ ‘ฮังการี’ เจ้าภาพจัดประชุมวงถกสำคัญ เหตุปรี๊ดแตก ดอดคุย ‘ปูติน’ หลังรับไม้ปธ.
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า สหภาพยุโรป (อียู) ได้เพิกถอนสิทธิของฮังการี ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของกลุ่มอียูที่กำหนดจะมีขึ้นที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่จะถึง การเพิกถอนสิทธิดังกล่าวเพื่อเป็นการแสดงความไม่พอใจของกลุ่มอียูที่มีต่อจุดยืนของฮังการีเกี่ยวกับสงครามยูเครน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่สัปดาห์หลังจากฮังการีรับตำแหน่งประธานหมุนเวียนของกลุ่มอียูเมื่อ 1 กรกฎาคม โดยไม่กี่วันหลังจากนั้นนายวิกเตอร์ ออร์บัน นายกรัฐมนตรีฮังการี ได้เดินทางไปพบปะพูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ถึงกรุงมอสโก ซึ่งสร้างความขุ่นเคืองให้กับกลุ่มอียูเป็นอย่างมาก
นายโจเซป บอร์เรลล์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของอียู กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวของฮังการีควรมีผลลัพธ์ที่ตามมาและอียูต้องส่งสัญญาณ แม้จะเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์ก็ตาม และว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศและกลาโหมของอียูครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นที่กรุงบูดาเปสต์ในวันที่ 28-30 สิงหาคมที่จะถึงนี้นั้น จะจัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมแทน
นายบอร์เรลล์ยังกล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่นายออร์บันกล่าวหาอียูว่ามีนโยบายฝักใฝ่สงครามในระหว่างพูดคุยกับปูติน โดยนายบอร์เรลบอกว่าถ้าจะพูดเรื่องฝ่ายฝักใฝ่สงครามก็ให้พูดถึงปูติน ซึ่งตนพูดได้เลยว่ารัฐสมาชิกทั้งหมด ยกเว้นเพียงหนึ่ง ที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมนี้
มีท่าทีตอบโต้จากนายปีเตอร์ ซีจาร์โต รัฐมนตรีต่างประเทศของฮังการี ที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก วิจารณ์ความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่าเป็นการทำตัวเหมือนเด็ก “ผมไม่ต้องการทำร้ายความรู้สึกใคร แต่มันรู้สึกเหมือนอยู่ในโรงเรียนอนุบาล”
การเยือนมอสโกเพื่อพบปะพูดคุยกับปูตินของนายกรัฐมนตรีฮังการี เป็นส่วนหนึ่งที่นายออร์บันเรียกว่าเป็น “ภารกิจสันติภาพ” ของตนเองที่เริ่มต้นขึ้นหลังจากฮังการีรับตำแหน่งประธานอียูเพียงไม่กี่วัน ซึ่งนายออร์บันยังได้เดินทางไปเยือนยูเครนและจีน ตลอดจนเดินทางไปพบปะพูดคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐและผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันถึงในสหรัฐด้วย
ทว่าภารกิจดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักจากชาติสมาชิกอียู โดยนายเพตเตรี ออร์โป นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ กล่าวว่า “นายออร์บันไม่มีอำนาจในการเจรจาหรือหารือในนามของสหภาพยุโรป”
ขณะที่นายกรัฐมนตรีสวีเดนวิจารณ์ว่าการเดินทางดังกล่าวส่งสัญญาณที่ไม่ถูกต้องไปยังโลกภายนอกและเป็นการดูถูกการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวยูเครน

