‘บลิงเกน’ จวกจีน ทำผิดกฎหมาย กรณีทะเลจีนใต้
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ในที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-สหรัฐ (ASEAN PMC) ที่ลาว ซึ่งเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ นายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมที่เพิ่มความตึงเครียดและการกระทำที่ผิดกฎหมายของจีนในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะในเรื่องความขัดแย้งระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐ ขณะเดียวกันเขาได้ยกย่องความสำเร็จของทั้ง 2 ประเทศที่สามารถลดทิฐิลง ทำให้ฟิลิปปินส์สามารถนำส่งเสบียงไปที่ซากเรือรบเซียร์รา มาเดร (Sierra Madre) ในพื้นที่พิพาทบริเวณสันดอนโทมัสที่ 2 ได้ โดยบลิงเกนกล่าวว่า “สหรัฐรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งในความสำเร็จเรื่องส่งเสบียงไปที่สันดอนโทมัสที่ 2”
บลิงเกนยังเข้าร่วมการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ARF) ร่วมกับนักการทูตจากประเทศมหาอำนาจมากมาย รวมถึง รัสเซีย อินเดีย จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ซึ่งนอกจากจะมีประเด็นหารือในเรื่องทะเลจีนใต้แล้ว ผู้เข้าร่วมประชุมยังพูดคุยกันในเรื่องความขัดแย้งในพื้นที่ฉนวนกาซา สงครามยูเครน รวมถึงความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือที่ทำให้เกิดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีด้วย
ระหว่างเข้าร่วมการประชุมอาเซียน บลิงเกนยังได้หารือทวิภาคีกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และได้แสดงความกังวลในเรื่องของไต้หวัน เนื่องจากรัฐบาลจีนได้ปิดกั้นการเดินเรือระหว่างพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีไต้หวันของนายไล่ ชิงเต๋อ นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายร่วมพูดคุยในเรื่องที่รัฐบาลจีนสนับสนุนฐานผลิตอุตสาหกรรมอาวุธของรัสเซีย บลิงเกนกล่าวเตือนจีนว่าสหรัฐจะดำเนินมาตรการต่อบริษัทเอกชนของจีนด้วย
ขณะที่นายหวังไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายไปตามแนวทางของสหรัฐ และยังระบุว่า แม้การพูดคุยระหว่างสองประเทศยังคงอยู่ แต่สหรัฐได้กดดันจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ระหว่างกันเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในเรื่องพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้านการทหาร
สำหรับประเด็นหารือเรื่องความขัดแย้งในพื้นที่ฉนวนกาซา บลิงเกนเผยว่า สหรัฐกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อบรรลุมาตรการการหยุดยิง และส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ โดยนางเร็ตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากรชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก กล่าวเสริมว่า การนำมาสู่สันติภาพอย่างยั่งยืนนั้นเป็นเรื่องที่เร่งด่วน กฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญและทุกประเทศควรนำมาใช้ และยังกล่าวถึงวิกฤตทางมนุษยธรรมในพื้นที่ฉนวนกาซาด้วย
ในเรื่องความขัดแย้งในเมียนมา นางสาวเพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลียเร่งให้รัฐบาลทหารเมียนมายุติสงครามกลางเมืองที่นับวันยิ่งจะรุนแรงขึ้น และให้ยึดถือฉันทามติ 5 ข้อของผู้นำอาเซียนเองด้วย
ด้านนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวโจมตีสหรัฐว่า การที่สหรัฐดำเนินการเพิ่มกำลังทางการทหารในพื้นที่คาบสมุทรเกาหลี เพื่อรับมือกับเกาหลีเหนือนั้น ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม ส่งผลให้เกิดความกังวลในเรื่องความมั่นคงในภูมิภาค

