หน้าแรก ต่างประเทศ โอลิมปิก ปารี...

โอลิมปิก ปารีส 2024 ‘Conflict Games’ เมฆหมอกการเมืองภูมิรัฐศาสตร์ อุปสรรคถวิลหาสันติภาพ

30.07.24 | 13:40 น.

โอลิมปิก ปารีส 2024 ‘Conflict Games’ เมฆหมอกการเมืองภูมิรัฐศาสตร์ อุปสรรคถวิลหาสันติภาพ

โอลิมปิก ปารีส 2024 เริ่มขึ้นวันที่ 27 กรกฎาคม ถือเป็นรอบหนึ่งร้อยปีของฝรั่งเศสที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ล่าสุด โอลิมปิกโตเกียวจัดขึ้นท่ามกลางโควิดระบาด วันนี้โอลิมปิกปารีสจัดขึ้นท่ามกลางเมฆหมอกการเมืองภูมิรัฐศาสตร์ เพราะก่อนพิธีเปิดการแข่งขัน เกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม โดยการวางเพลิงเผาทรัพย์ ทรัพย์นั้นคือสายเคเบิลรถไฟความเร็วสูง นำมาซึ่งการวิพากษ์และความกังวลของสังคม

โลกนี้หนึ่งร้อยปีไม่เปลี่ยน บัดนี้ได้ถูกกระทบด้วยความขัดแย้งของประเทศใหญ่ การปะทะกันระดับภูมิภาคเกิดขึ้นเป็นกิจวัตรไม่ว่าความเกลียดชัง ความเป็นศัตรูต่อกัน และปฏิบัติการอคติขยายขอบเขตและยกระดับ

แม้ “สปิริต” ของกีฬาโอลิมปิกเป็นการยืนยันถึงความสามัคคีฉันมิตร ความเข้าใจซึ่งกัน และหมายความรวมถึงการแข่งขันที่ยุติธรรม ปราศจากอคติ แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายที่มากขึ้นทุกขณะ

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปารีสครั้งนี้น่าจะเป็นกีฬาที่หลังจากสงครามเย็นยุติแล้ว เป็นครั้งแรกที่ทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองมากที่สุด แม้รัฐบาลฝรั่งเศสและคณะกรรมการโอลิมปิกได้ร้องขอให้ “ยุติการเมือง” และ “ให้โอกาสแก่สันติภาพ” แต่การยุติการเมืองและให้โอกาสแก่สันติภาพนั้นก็ยังหาได้ไม่

Advertisement

ปารีสได้เคยจัดกีฬาโอลิมปิกมาแล้ว 2 ครั้งคือปี 1900 และ 1924 ปีนี้เป็นครั้งที่ 3 รัฐบาลจึงได้ระดมความคิดทุกทางจัดงานครั้งนี้ เพื่อให้สังคมเก็บไว้ซึ่งความรู้สึกที่ดี พิธีเปิดจึงไม่อยู่ในยิมเนเซียม หากเป็นพิธีเปิดที่ลงเรือไปในแม่น้ำแซนกลางกรุงปารีส ซึ่งเป็นพิธีที่ไม่เคยมีมาก่อน รัฐบาลยืนยันว่าเป็น “โอลิมปิกที่เขียวที่สุดในประวัติศาสตร์” และหมู่บ้านนักกีฬาก็ไม่ติดเครื่องปรับอากาศ เพื่อเป็นการธำรงไว้ซึ่งระบบนิเวศที่ดี

ส่วนชาวฝรั่งเศสได้รำพึงรำพันว่า การจัดโอลิมปิกเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ และนำมาซึ่งอุปสรรคในการดำรงชีวิตประจำวัน ตลอดจนปัญหาด้านความปลอดภัย จึงเป็นความกังวลในดวงหทัยของปวงประชาชน

แม้หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมผู้กระทำความผิดและผู้ใช้อุบายทำลายการจัดการแข่งขัน แต่ก็ยังไม่วาย ก่อนพิธีเปิดเกิดวินาศกรรม เป็นเหตุให้เส้นทางรถไฟความเร็วสูง และเส้นทางอีกหลายสายได้รับความเสียหาย รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้พรรณนาว่าเป็นการ “จู่โจมบุกรุกขนาดใหญ่” บรรดาสื่อออนไลน์เปี่ยมด้วยข้อการพยากรณ์และวิพากษ์เกี่ยวกับพฤติการณ์อุบาทว์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงนำมาซึ่งเมฆหมอกปกคลุมโอลิมปิก ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นทางการเมืองระดับภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย

การจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในอดีต ยุโรปถือเป็นศูนย์กลางของโลก ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ชนะสงคราม

แต่ร้อยปีผ่านไป สถานการณ์โลกเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก บัดนี้ได้กลายเป็นอีก 1 จุดเปลี่ยน ประเทศใหญ่กลับสู่ภาวะสงคราม ความขัดแย้งทางการเมืองภูมิรัฐศาสตร์นับวันมากขึ้น แม้คณะกรรมการโอลิมปิกเน้นย้ำว่า การเมืองส่วนการเมือง กีฬาส่วนกีฬา และโอลิมปิกก็ไม่เคยปรากฏอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมือง แต่ครั้งนี้เปี่ยมด้วยบรรยากาศทางการเมือง นับวันดุเดือดเข้มข้น โอลิมปิกถูกกระทบด้วยการเมืองภูมิรัฐศาสตร์แน่แล้ว

หากจะกล่าวว่า โอลิมปิกครั้งล่าสุดที่โตเกียวคือ “โอลิมปิกโควิด” (Covid Games) โอลิมปิกครั้งนี้ก็น่าจะกล่าวได้ว่า “โอลิมปิกแห่งความขัดแย้ง” (Conflict Games) ท่ามกลางสงครามยูเครน สงครามกาซ่า และการแข่งขันของความเป็นใหญ่ระหว่างจีน-สหรัฐนั้น เป็นปัญหาที่หลายทศวรรษที่ผ่านมายังไม่เคยประสบพบเห็น ดังนั้น โอลิมปิกปารีสครั้งนี้จึงสามารถกล่าวได้ว่า “เป็นกีฬาที่ทำให้เป็นการเมืองมากที่สุด” เป็นประวัติการณ์

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการโอลิมปิกด้านหนึ่งร่วมทำการแซงก์ชั่นรัสเซียในประเด็นก่อสงครามกับยูเครน อีกด้านหนึ่งอนุญาตให้อิสราเอลที่กำลังทำสงครามกาซาส่งทีมนักกีฬาเข้าแข่งขัน ในขณะที่ห้ามรัสเซียส่งนักกีฬาร่วมโอลิมปิก แม้ว่าอนุญาตให้นักกีฬารัสเซียเข้าร่วมในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวกับประเทศก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าเป็นพฤติการณ์ “สองมาตรฐาน” อย่างไม่มีหนทางใดที่จะหลีกเลี่ยง เพราะเจตนาสมบูรณ์

ปฏิเสธมิได้ว่าโอลิมปิกครั้งนี้ได้ถูกกระทบด้วยความรุนแรงทางการเมืองภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าในสนาม หรือนอกสนามล้วนเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองอย่างจริงจังสุดยิ่งและต่อเนื่อง เป็นต้นว่า ห้ามนักกีฬาจับมือและทำการประท้วง กรณีเป็นการทำให้เกิดจุดห่าง และอาจสร้างความแตกแยกที่ดำรงอยู่แล้วให้ดำเนินต่อไป อีกทั้งเป็นการย้อนแย้งกับสปิริตและปณิธานของโอลิมปิกโดยสิ้นเชิง

แม้ประธานาธิบดีมาครงเสนอ “ยุติการเมือง” ขณะที่ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกร้องขอ “ให้โอกาสแก่สันติภาพ” แต่พิเคราะห์ผ่านการสังเคราะห์แล้วเห็นว่า การถวิลหาสันติภาพนั้น วสันตฤดูยังอยู่อีกไกลนัก