เมื่อทูตไทยพาเพื่อนจากแดนหมีขาว
ไปชิม’พาข้าว’ภาคอีสาน
สานต่องาน ‘Local to Global’ (จบ)
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก นำโดย ท่านเอกอัครราชทูตศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ ร่วมกับพันธมิตรจากจ.ขอนแก่น จ.หนองบัวลำภู และหัวหิน วางแผนกิจกรรมที่มุ่งตอบโจทย์และเป้าหมายตามที่ได้เล่าให้ฟังในสัปดาห์ก่อน โดยผสมผสานทั้งการเยี่ยมชมและการให้เพื่อนจากแดนหมีขาวทั้ง 8 คนได้ลงมือทำด้วยตนเอง
กิจกรรมที่จัดขึ้นมีหลากหลายด้าน ตั้งแต่นวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้วยการไปเยี่ยมชม Dairy Home ในจ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ใช้นวัตกรรมในการทำฟาร์มโคนม การทำผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพไปจนถึงการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และ circular economy ในการดำเนินธุรกิจ โรงคั่วกาแฟ Vector จังหวัดขอนแก่น ซึ่งใช้ AI ในการปรุงแต่งสูตรกาแฟใหม่ ศูนย์สุขภาพเวลล์เนส ณ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น ที่ใช้นวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ร่วมกับการนวดแผนไทย ศูนย์นวัตกรรมและวิจัยของกลุ่มมิตรผล จ.ขอนแก่น ซึ่งทำธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG Model เพื่อมุ่งพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงศูนย์การค้า BluPort เพื่อทดลองการทำผ้าบาติกด้วยสีธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในด้านอาหาร เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการไปเยี่ยมชม ตลาด อ.ต.ก. เพื่อให้รับรู้ถึงวัตถุดิบของการทำอาหารไทยและเข้าใจวัฒนธรรมการใช้ชีวิตตามวิถีไทย และจัดให้คณะได้ชิมอาหารไทยทั้งภาคกลางและอีสานอย่างหลากหลาย ทั้งที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัล Michelin Bib Gourmand ตลอดการเดินทาง อาทิ ตลาดต้นตาล ร้านบ้านเฮง ครัวสุพรรณิการ์ by คุณยายสมศรี ร้านแก่น ร้าน Food by Fire ณ โรงแรม Ad Lib จังหวัดขอนแก่น หรือร้านข้าวแกงแม่ล้วน ที่จุดพักริมทาง จังหวัดเพชรบุรี ไปจนถึงโรงแรม Intercontinental หัวหิน รวมถึงให้คณะได้ร่วมทำ workshop ทำอาหารตามจุดต่างๆ เช่น มีกินฟาร์ม ซึ่งคณะได้เยี่ยมชมสวนเกษตรแบบครบวงจร

เชฟที่มากับคณะยังได้ลงมือทำเมนูเอาะปลายอน อาหารพื้นบ้านอีสาน อีกทั้งได้ร่วมกิจกรรมทำกระทงทองลูกครึ่งไทยอีสาน-รัสเซียด้วยไข่มดแดงและไข่ปลาคาเวียร์ ที่โรงแรมโฆษะ ทำเมนูข้าวผัดสัปปะรด และขนมบ้าบิ่น ร่วมกับเชฟจากร้าน You Hunt We Cook ณ โซนพราวไทยในศูนย์การค้า BluPort หัวหิน

ในส่วนของเครื่องดื่ม มีการนำเสนอไวน์ของไทยด้วยการไปเยี่ยมชมไร่องุ่นและการผลิตไวน์ที่ GranMonte Vineyard and Winery เขาใหญ่ ซึ่งเป็นไร่องุ่นเพื่อผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และทำกิจกรรมที่ MONSOON Valley จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตลอดจนการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำสุราชุมชนในนิทรรศการ “มักหมัก” โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์จ.ขอนแก่น
ขณะที่ในส่วนของสินค้าท้องถิ่น เน้นการนำเสนอและการร่วมกรรมวิธีการผลิตผ้าไหมมัดหมี่โบราณของจังหวัดขอนแก่น และผ้าฝ้ายทอมือของจังหวัดหนองบัวลำภู ตลอดจนการร่วมทำ workshop สินค้าและของที่ระลึก อย่างตุ๊กตาหมีขาวและไดโนเสาร์จากผ้าฝ้าย การย้อมผ้าจากใบไม้ การทำ Eco Printing โดยใช้ดอกไม้ใบไม้ และชมการเดินแฟชั่นโชว์ชุดผ้าฝ้ายที่จะนำไปจัดแสดงในงานเทศกาลไทยที่กรุงมอสโกระหว่างวันที่ 2 – 4 สิงหาคมนี้

สำหรับวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการนวดขิตที่ร้านเซนส์ สปา ชีวาทิพย์ จ.ขอนแก่น ทางจังหวัดยังได้จัดการแสดงหมอลำหุ่นกระติ๊บโดยนักเรียนจากโรงเรียนสาวะถี การแสดงเป่าแคน-หมอลำ โดยแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน พ่อ ป. ฉลาดน้อย ส่งเสริม แม่มุกดา เมืองนคร และอาจารย์อ้น แคนเขียว หมอแคน ในขณะที่จ.หนองบัวลำภูจัดการรำของสตรีชุมชนบ้านโป่งแค บ้านนาคำไฮ และคณะรำวงคองกา ให้ได้ชมกัน
แหล่งท่องเที่ยวที่เลือกสรรให้ไปมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ศาสนา ธรรมชาติ ศิลปะ ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติขอนแก่น อุทยานแห่งชาติน้ำพอง (หินช้างสี) เขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งยังได้จัดให้ชุมชนนำสินค้าผลิตภัณฑ์ OTOP ท้องถิ่นจากชาวบ้านในพื้นที่มาวางขายด้วย ไปเยี่ยมชมวัดหนองแวงพระอารามหลวง วัดไชยศรี และหมู่บ้านศิลปิน ณ หัวหิน

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายราชการและภาคเอกชน ทำให้โครงการนี้บรรลุทุกเป้าหมายด้วยดีและราบรื่นอย่างยิ่ง ผู้ร่วมเดินทางได้รับรู้ว่า ประเทศไทยไม่ใช่เพียงประเทศที่มี sea, sand, sun แต่มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สามารถเติบโตและสร้างมูลค่าได้อีกมากมายผ่านอาหาร เครื่องดื่ม ทั้งไวน์และสุราท้องถิ่น การแต่งกาย ดนตรี และศิลปหัตถกรรม อีกทั้งยังมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในต่างประเทศ อาทิ wine tourism, cultural tourism, traditional medicine tourism รวมไปถึงบทบาทและความสามารถของสตรีในวงการอาหารและการท่องเที่ยวของไทย
นอกจากนี้ ผู้ร่วมทริปยังได้เห็นว่าคนไทยมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย แต่ใส่ใจในรายละเอียด และเอาใจใส่เพื่อนรวมถึงแขกที่มาเยือนอย่างดียิ่ง จนขึ้นชื่อว่าเป็น “Thai hospitality” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนไทยเท่านั้น สะท้อนให้เห็นจากการต้อนรับและกิจกรรมที่คณะได้ร่วมทำตลอดการเดินทาง และเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมโครงการอย่างมาก บางคนถึงกับวางแผนจะพาครอบครัวไปท่องเที่ยวที่ไทยในปีนี้แล้ว

ผู้ร่วมทริปยังกลายเป็น Friends of Thailand และช่วยขยายผลเผยแพร่ประเทศไทยในรัสเซีย ทั้งผ่านสื่อ social media ของตนเองและสื่อต่างๆ ของรัสเซีย บางรายได้ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุรัสเซียเกี่ยวกับการเดินทาง นิตยสาร Komsomolskaya Pravda ยังนัดหมายของสัมภาษณ์ท่านทูตศศิวัฒน์ ทั้งยังเริ่มมีการจับคู่ทางธุรกิจกับภาคธุรกิจในท้องถิ่นที่ได้ไปเยี่ยมเยือน และมีการเสนอแผนจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย “Days of Thailand in Russia” ในภูมิภาคที่ห่างไกลจากกรุงมอสโก และแสดงความพร้อมจะสนับสนุนกรรมสำคัญของสถานทูตต่อไป ขณะที่ในช่วงวันที่ 10-16 มิถุนายนที่ผ่านมา ลูพอร์ต หัวหิน ยังได้ส่งวงดนตรี The Hua Hin Young Chronicles ไปร่วมแสดงในงานเทศกาลดนตรีนานาชาติ Moscow Jazz Festival 2024 ณ กรุงมอสโก เพื่อนำเสนอดนตรีไทยประยุกต์และการท่องเที่ยวในหัวหินให้เป็นที่รู้จักของชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของโครงการนี้

โครงการของท่านทูตศศิวัฒน์ในคราวนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานที่จะทำการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิผลเป็นรูปธรรมที่สุดคือ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในต่างประเทศ โดยจะต้องเข้าใจและรู้ว่าผลิตภัณฑ์ใดของท้องถิ่นไหนที่จะเข้าประเทศนั้นๆ
สถานทูตหวังว่าโครงการนี้จะช่วยทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียไปไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 1.48 ล้านคนในปี 2566 ที่ยังทำให้จังหวัดเมืองรองของไทยได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวรัสเซีย และรู้จักเมนูอาหารไทยและอาหารอีสานมากไปกว่าต้มยำ ผัดไทย ต้มข่า ที่ผ่านมา สถานทูตประสบความสำเร็จในการทำให้ “ข้าวซอย” เป็นที่รู้จักในรัสเซียแล้ว และจะส่งเสริมให้ “ส้มตำ” เป็นอีกหนึ่งเมนูที่เป็นที่นิยมในรัสเซียต่อไป ขณะที่ความสัมพันธ์ระดับประชาชนไทย-รัสเซียมีความลึกซึ้งและแนบแน่น จะช่วยในการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจของสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์รวมถึงนวัตกรรมของไทยไปยังตลาดรัสเซียและประเทศใกล้เคียงให้มากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้
สถานทูตยังมีแผนที่จะสานต่อนโยบาย “Local to Global” ตลอดทั้งปี เริ่มจากการจัดงานเทศกาลไทยในวันที่ 2 – 4 สิงหาคม ณ กรุงมอสโก ซึ่งจะนำสินค้า ศิลปหัตถกรรม รวมถึงดนตรีท้องถิ่นจากจังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดอื่นในภาคอีสาน ตลอดจนพันธมิตรภาคเอกชนมาร่วมจัดแสดงและวางขายในเทศกาลไทยครั้งนี้อีกด้วย


