หน้าแรก ต่างประเทศ อเมริกันชนเบื...

อเมริกันชนเบื่อหน่ายการเมืองคนชรา ‘คามาลา แฮร์ริส’อาจกลายเป็นม้ามืด เหตุการณ์ November Surprise น่าติดตาม

6.08.24 | 12:10 น.

อเมริกันชนเบื่อหน่ายการเมืองคนชรา ‘คามาลา แฮร์ริส’อาจกลายเป็นม้ามืด เหตุการณ์ November Surprise น่าติดตาม

หลังจากการประกาศถอนตัวลงชิงประธานาธิบดีของ “โจ ไบเดน” รุ่งขึ้นวันที่ 22 กรกฎาคม “คามาลา แฮร์ริส” รองประธานาธิบดีก็ได้รับการสนับสนุนให้ลงชิงตำแหน่งแทน

ทั้งนี้ “แฮร์ริส” ได้รับการสนับสนุนจากโจ ไบเดน “แนนซี เพโลซี” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร “บิล คลินตัน” อดีตประธานาธิบดี และ“ฮิลลารี คลินตัน” อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง พร้อมทั้งได้รับการสนันสนุนจากสมาชิกพรรคเกินกว่ากึ่งหนึ่ง และน่าจะกลายเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตลงชิงตำแหน่ง แต่ต้องรอประกาศหลังจากการประชุมคณะกรรมการพรรคทั่วประเทศในราวกลางเดือนสิงหาคม จึงจะเป็นคำตอบสุดท้าย

พลันที่ข่าวสนับสนุนแฮร์ริสแพร่ออกไป ภายในเวลา 24 ชั่วโมง พรรคเดโมแครตได้รับเงินบริจาคเป็นจำนวนถึง 81 ล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นเงินทุนในการรณรงค์หาเสียง ถือเป็นจำนวนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ อีกประการหนึ่งคะแนนนิยมของ
แฮร์ริสอยู่ที่ 47 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ทรัมป์ 48 เปอร์เซ็นต์ สูสีกันมาก และถ้าหากการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน แฮร์ริสพ่ายแพ้แก่ทรัมป์ กรณีก็จะเหมือนกับการเลือกตั้งปี 2016 “ฮิลลารี คลินตัน” พ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ และกลายเป็นผู้สมัครสตรีคนที่ 2 ของพรรคเดโมแครตที่พ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์
ในการชิงประธานาธิบดี

จึงไม่แปลกที่โดนัลด์ ทรัมป์ คุยโม้โอ้อวดว่า การพิชิตแฮร์ริสเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าไบเดน ก็เพราะพรรครีพับลิกันอ่านออกล่วงหน้าว่า การเปลี่ยนขุนพลก่อนออกศึกของพรรคเดโมแครตค่อนข้างแน่นอน จึงได้รวบรวมข้อมูลด้านลบของแฮร์ริสไว้เพื่อเป็นวัตถุดิบในการหาเสียง หนึ่งในนั้นคือระหว่างที่แฮร์ริสเป็นอัยการใหญ่แคลิฟอร์เนีย ได้ทำการผลักดันให้ออกกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นความผิดที่เข้าข่ายลหุโทษหรือความผิดสถานเบา ไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรม กรณีนำมาซึ่งกระแส Zero-dollar Shopping ที่ไร้สาระ

Advertisement

อีกทั้งกร่อนเซาะบ่อนทำลายความมั่นคง เสถียรภาพและสันติสุขของสังคม เพราะเป็นตรรกะที่ส่งเสริมให้คนทำความผิดหรือกระทำละเมิดหรือย้อนแย้งต่อกฎหมายแม่บทที่ดำรงอยู่ จึงเป็นเหตุให้ความปลอดภัยที่ร้านค้าในซานฟรานซิสโกและลอสแอนเจลิสเลวลงตามลำดับ และระหว่างที่แฮร์ริสเป็นรองประธานาธิบดีอยู่นั้น มีความละอ่อนในด้านการบริหาร เป็นต้นว่า ประเด็นปัญหาผู้อพยพได้ทะลักเข้าสหรัฐเป็นจำนวนหลายล้านคน มิได้รับการแก้ไขแต่ประการใด จึงปฏิเสธมิได้ว่าเป็นความบกพร่องของแฮร์ริส เพราะเป็นงานที่ได้รับมอบหมายจากประธานาธิบดีโดยตรง จึงนำมาซึ่งการวิพากษ์ของสื่อในวงกว้างอย่างเข้มข้น

แม้ไบเดนได้ประกาศถอนตัวแล้ว แต่พรรครีพับลิกันก็ยังตามเช็กบิล เช่น ไมก์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกร้องให้ไบเดนต้องลาออกจากประธานาธิบดีทันที เพราะการที่เขาถอนตัวไม่ลงชิงประธานาธิบดี ย่อมเป็นการยืนยันว่าเขาไม่มีความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว

การที่ไบเดนถอนตัวครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดเผยเรื่องอื้อฉาวในวงการเมืองของสหรัฐ เป็นเรื่องอื้อฉาวที่คณะทำงานและไบเดนพยายามปกปิดซ่อนเร้นสิ่งซึ่งควรแจ้งให้ทราบ จนกระทั่งมาถูกเปิดเผยตอนที่ดีเบตกับทรัมป์ จากพฤติกรรมฟ้องชัดว่า พูดจาเลอะเลือน เรียกชื่อคนผิด ลำดับเหตุการณ์หัวมังกุท้ายมังกร และมีอาการเหม่อลอย เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าไบเดนเหมือนกับคนที่เป็นโรคสมองเสื่อม (Dementia) จึงเป็นเหตุให้อเมริกันชนและคนทั่วโลกตกตะลึง เพราะประธานาธิบดีสหรัฐไม่เพียงเกี่ยวกับสหรัฐ หากผูกพันทั่วโลก

แม้การหาเสียงของแฮร์ริสกับทรัมป์ยังสูสีกัน แต่ต้องไม่ลืมว่าสหรัฐยังไม่เคยมีสตรีเป็นประธานาธิบดี เพศสภาพอาจเป็นจุดดึงดูดอเมริกันชนให้ลอง “ของใหม่” อีกประการหนึ่ง แฮร์ริสได้เปรียบเรื่องอายุ ยังไม่เข้าปัจฉิมวัย ส่วนทรัมป์ชราภาพมาก อเมริกันชนเบื่อหน่ายต่อการเมืองคนชรา แม้คนในพรรคเดโมแครตมองว่า โอกาสที่แฮร์ริสจะชนะทรัมป์มีน้อยมากก็ตาม แต่การเมืองคือศิลปะที่บันดาลให้เป็นไปได้ ถ้าแฮร์ริสมีความสามารถโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนอิสระที่ยังมิได้ตัดสินใจจะลงให้แก่ผู้ใด 16 เปอร์เซ็นต์ ให้มาเป็นพวกของตน การที่จะกลายเป็น “ม้ามืด” ก็มิใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และเหตุการณ์ 1 จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน

November Surprise !