โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : A Fall From Grace ประท้วงเดือด ไล่ ‘เชค ฮาซีนา’ พ้นเก้าอี้นายกฯ
การครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศของ นางเชค ฮาซีนา ยาวนานติดต่อกัน 15 ปีได้สิ้นสุดลงในวันที่ 5 สิงหาคม ในสภาพที่เธอต้องหนีออกนอกประเทศไปยังอินเดีย ไม่นานก่อนที่ผู้ประท้วงนับพันคนจะบุกเข้าไปในทำเนียบนายกรัฐมนตรีของเธอจนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ไม่เหลือออร่าของการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์บังกลาเทศ นี่จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะมาทำความรู้จักกับ เชค ฮาซีนา ที่มีพ่อเป็นผู้ก่อตั้งประเทศ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีปลุกปั้นให้บังกลาเทศมีเศรษฐกิจที่เติบโต ก่อนที่จะเป็นคนที่ชาวบังกลาเทศลุกฮือขับไล่ รวมถึงส่องอนาคตของบังกลาเทศว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อไร้นายกรัฐมนตรีชื่อ เชค ฮาซีนา
เชค ฮาซีนา เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน ปี 1947 เธอเป็นลูกคนโตและมีน้องอีก 4 คน เธอจบการศึกษาในสาขาวรรณกรรมเบงกาลี จากมหาวิทยาลัยธากาในปี 1973 สั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ที่มี นายเชค มูจิบูร์ เราะห์มาน พ่อของนางฮาซีนาเป็นผู้ก่อตั้งประเทศบังกลาเทศจากการนำการต่อสู้เพื่อเอกราชจากประเทศปากีสถานจนได้รับชัยชนะในปี 1971 ขึ้นเป็นประธานาธิบดีบังกลาเทศคนแรก อย่างไรก็ตาม ชีวิตของฮาซีนาพลิกผันในวันที่ 15 สิงหาคม 1975 เมื่อเกิดการรัฐประหารในบังกลาเทศ ทหารกลุ่มหนึ่งได้บุกเข้าไปในบ้านของครอบครัวฮาซีนาก่อนที่จะสังหารพ่อแม่ และน้องอีก 3 คนของเธอ ขณะที่นางฮาซีนากับน้องสาวอยู่ที่ประเทศเยอรมนีในขณะนั้น

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ฮาซีนาลี้ภัยอยู่ที่อินเดียหลายปีก่อนที่จะเดินทางกลับบังกลาเทศในปี 1981 และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอวามีลีก เธอถูกกักขังในบ้านพักตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1980 ฮาซีนาได้ร่วมมือกับ คาเลดา เซีย หัวหน้าพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (บีเอ็นพี) เพื่อนำการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยจนทำให้ พล.อ.ฮุสเซน มูฮัมหมัด เออร์ชาด ประธานาธิบดีบังกลาเทศในขณะนั้นยอมลงจากอำนาจในปี 1990 และท้ายที่สุด ฮาซีนาชนะการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศในปี 1996 และดำรงตำแหน่งอยู่นาน 5 ปีจนถึงปี 2001 หลังจากนั้นบังกลาเทศก็เผชิญกับความรุนแรงทางการเมือง และการที่กองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมืองอยู่บ่อยครั้งจนฮาซีนาได้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปี 2009
ฮาซีนาได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจในประเทศและสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทางหลวงหลายสาย ท่าเรือ และเส้นทางเดินรถไฟ รวมถึงทำให้บังกลาเทศกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเติบโตของประเทศช่วยยกระดับชีวิตคนยากจนและผู้หญิงชาวบังกลาเทศให้ได้รับการศึกษาดีขึ้นเทียบเท่ากับผู้ชาย บังกลาเทศภายใต้การนำของฮาซีนามีการกระชับความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ อาทิ จีนและอินเดีย นักวิเคราะห์มองว่าเหตุการณ์ลอบสังหารครอบครัวของเธอในปี 1975 เป็นแรงผลักดันให้เธอดำเนินอาชีพนักการเมืองต่อไป เธอยังมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมในการเป็นนักการเมืองนั่นก็คือการนำบาดแผลในอดีตมาเป็นอาวุธให้กับตัวเอง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฝ่ายผู้วิจารณ์นางฮาซีนาให้ความเห็นว่าเธอมีความเป็นเผด็จการมากขึ้น มีการจับกุมศัตรูทางการเมืองและนักเคลื่อนไหว เช่น คาเลดา เซีย รวมถึงกดขี่เสรีภาพสื่อ จนกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนได้ออกมาเตือนถึงการเกิดระบบพรรคการเมืองเดียวในบังกลาเทศ ในการเลือกตั้งบังกลาเทศครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นางฮาซีนาชนะการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน สหรัฐและอังกฤษกล่าวหาว่าการเลือกตั้งดังกล่าวทั้งไม่เป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม
การประท้วงของกลุ่มนักศึกษาในเดือนกรกฎาคมที่เรียกร้องให้ยกเลิกการกำหนดโควต้าทำงานในภาครัฐ ได้ลุกลามกลายเป็นการประท้วงขับไล่นางฮาซีนาจากความไม่พอใจต่ออัตราการว่างงานของคนวัยหนุ่มสาวที่พุ่งสูง ปัญหาเงินเฟ้อและการกดขี่ทางการเมือง การปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงและผู้สนับสนุนนางฮาซีนากับเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา และตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตเพื่อพยายามสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 300 ราย เจ้าหน้าที่กองทัพบังกลาเทศ 2 นายที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อให้ข้อมูลว่า พล.อ.เวเกอร์ อุซ-ซามาน ผู้บัญชาการกองทัพได้แจ้งฮาซีนาว่า กองทัพจะไม่เปิดฉากยิงใส่พลเรือนหลังมีการประกาศเคอร์ฟิวอย่างไม่มีกำหนด และจะไม่ใช้กำลังปราบปรามการประท้วงที่รุนแรง ถือเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า ฮาซีนาได้สูญเสียการสนับสนุนจากกองทัพแล้ว สถานการณ์ที่เกินควบคุมได้ทำให้นางฮาซีนาพร้อมกับน้องสาวตัดสินใจนั่งเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพหนีออกจากบังกลาเทศไปยังอินเดีย ถือเป็นการปิดฉากการนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอันยาวนานของเธอไว้เพียงเท่านี้
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีใครทราบว่าเส้นทางข้างหน้าของบังกลาเทศจะเป็นอย่างไร รัฐบาลรักษาการของบังกลาเทศได้เข้าสาบานตนเรียบร้อยแล้วในวันที่ 8 สิงหาคม โดยมีผู้นำคือ นายมูฮัมหมัด ยูนูส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ วัย 84 ปี ในตำแหน่งที่ปรึกษาหลักของรัฐบาลรักษาการตามคำขอของกลุ่มนักศึกษาผู้ประท้วง พล.อ.ซามานกล่าวว่า สถานการณ์ในบังกลาเทศเริ่มดีขึ้นและคาดว่าจะกลับมาเป็นปกติในอีก 3-4 วันข้างหน้า ยูนูสและพรรคบีเอ็นพีได้เรียกร้องให้เกิดความสงบและยุติความรุนแรง ลูกชายของคาเลดา เซียได้กล่าวต่อผู้ชุมนุมขอให้มีการจัดเลือกตั้งภายใน 3 เดือน
แม้ว่าสถานการณ์ต่างๆ เริ่มจะคลื่คลายลงในบังกลาเทศ แต่ก็เกิดความกังวลว่าการลาออกอย่างกระทันหันของนางฮาซีนาอาจทำให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ และจะยิ่งปลุกให้เกิดความไร้เสถียรภาพในประเทศมากขึ้นท่ามกลางวิกฤตในประเทศที่หนักหน่วงอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บังกลาเทศในอดีตมักมีปัญหาทางการเมืองและเคยมีรัฐบาลทหารมาก่อน จึงไม่แปลกหากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้จะทำให้บางคนห่วงอนาคตของบังกลาเทศว่าจะเป็นอย่างไร จะก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้นจนหลุดพ้นจากวิกฤต หรือจะจมดิ่งลงไปท่ามกลางปัญหามากมายก่ายกอง อีกไม่นานก็คงได้เห็น

