Make America Laugh Again ความนิยม ‘คามาลา แฮร์ริส’ สูงขึ้นฉับพลัน ‘ทิม วอลซ์’ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาคู่ชิงรองประธานาธิบดี

16.08.24 | 12:30 น.

Make America Laugh Again ความนิยม ‘คามาลา แฮร์ริส’ สูงขึ้นฉับพลัน ‘ทิม วอลซ์’ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาคู่ชิงรองประธานาธิบดี

จากการลงคะแนนออนไลน์เลือกผู้ลงชิงประธานาธิบดีสหรัฐของพรรคเดโมแครตขั้นต้น ปรากฏมีผู้ให้การยืนยันรับรอง “คามาลา แฮร์ริส” รองประธานาธิบดี เป็นตัวแทนพรรคลงชิงประธานาธิบดีสหรัฐ 2024

พลันที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ถอนตัวลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี “คามาลา แฮร์ริส” รองประธานาธิบดีก็ได้เริ่มรณรงค์หาเสียง เบื้องต้นปรากฏว่าได้รับการตอบสนองอย่างสูง และมีจำนวนมากขึ้นฉับพลัน นอกจากเรียกวิกฤตศรัทธาของไบเดนกลับคืนมา ยังได้รับความนิยมเสมอเรียงเคียงกับทรัมป์ และอาจนำทรัมป์ไปบ้างเล็กน้อย “แฮร์ริส” ได้รับความนิยมสูงสุดคือ กลุ่มสตรีผิวสี คนรุ่นหนุ่มสาวตลอดจนชนกลุ่มน้อย กรณีเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการที่เดโมแครตตัดสินใจเปลี่ยนตัวผู้ลงชิง เป็นการแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น

เมื่อทรัมป์ต้องเผชิญหน้ากับสตรีที่อ่อนวัยกว่าเกือบ 20 ปี ย่อมถือเป็นความท้าทาย เพราะเป็นศึกหนัก หนักเพราะแฮร์ริสได้รับการสนับสนุนจากสังคมอเมริกันโดยรวมมากขึ้นทุกขณะ

ในความเป็นจริง ก่อนหน้าที่ไบเดนยังไม่ถอนตัว สามารถกล่าวได้ว่า เท้าข้างหนึ่งของทรัมป์ได้เข้าไปอยู่ในทำเนียบขาวเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเปลี่ยนตัวเป็นแฮร์ริส ดูเหมือนเท้าข้างนั้นถูกเตะออกมา ทว่าการเลือกตั้งสหรัฐปีนี้ต่างจากอดีต เพราะมากด้วยความเปลี่ยนแปลง มีความสับสนวุ่นวาย ยังมีเวลาอีก 2 เดือนเศษ สถานการณ์อาจแปรเปลี่ยน เสียงหัวเราะของแฮร์ริสจะดังตลอดไปหรือไม่ ยังเร็วเกินไปที่จะทำการสรุป อย่างไรก็ตาม การที่แฮร์ริสลงชิงตำแหน่ง ถือเป็นยา “บำรุงหัวใจ” และเป็นการกอบกู้ภาพลักษณ์ของเดโมแครตโดยตรง

Advertisement

เหตุผลที่แฮร์ริสได้รับความนิยมคือเพศสภาพและชาติกำเนิด เธอเป็นสตรีผิวดำคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองใหญ่ กอปรกับเป็นสตรีที่มีสายเลือดเป็นเอเชียใต้ ท่ามกลางภาวะการเมืองสหรัฐ เธอจึงได้รับขนานนามว่าสตรีที่มี “ความหลากหลายสุดยอด” (the ultimate diversity hire) อายุในวัย 59 ไม่ถือเป็นวัยกลางคนและก็มิใช่ปัจฉิมวัย การที่รีพับลิกันอาศัยเรื่องอายุเป็นอาวุธโจมตีไบเดนนั้น บัดนี้กลายเป็น Boomerang กลับไปทิ่มแทงทรัมป์อย่างสาสม และมีข่าวว่า “แฮร์ริส” พร้อมแล้วที่จะประชันวิสัยทัศน์กับทรัมป์รอบแรกในเดือนกันยายน แฮร์ริสพูดจาฉะฉาน คล่องแคล่วฉับไว ความคิดแหลมคม จึงน่าเชื่อว่าการดีเบตน่าจะช่วยล้างภาพของไบเดนที่พ่ายแพ้แก่ทรัมป์ได้ตามสมควร

การที่พรรคเดโมแครตเปลี่ยนตัวผู้สมัครอย่างกะทันหัน เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ถือเป็นความสำเร็จของพรรค และถูกอ่านว่าเป็นการปรับฐานของพรรค เพื่อเล่นบทซ้ำกับอดีตที่ส่งชาวแอฟริกาคนแรกคือ บารัค โอบามา เข้าทำเนียบขาว พฤติการณ์ไม่เพียงแต่ให้กำลังใจแก่ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ยังเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดของบรรดาประเทศพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น

แต่น่าเชื่อว่าสถานการณ์ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก แม้ว่าแฮร์ริสกำลังมาแรงแซงโค้งก็ตาม แต่เปอร์เซ็นต์นำทรัมป์ยังไม่มาก และที่สำคัญที่สุดคือ รัฐ Swing State ซึ่งเป็นรัฐชี้เป็นชี้ตายนั้น แฮร์ริสยังเป็นรองทรัมป์อยู่ เพราะอเมริกันชนต้องการให้ทรัมป์แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผู้อพยพและกวาดล้างผู้กระทำความผิดทางอาญา ในขณะที่แฮร์ริส มีเพียงเรื่องการรักษาพยาบาล สิทธิการทำแท้ง และระบบนิเวศที่ได้รับความไว้วางใจ

ฉะนั้น ความได้เปรียบของพรรคเดโมแครตในขณะนี้ ยังมิใช่ที่พรรครีพับลิกันชี้คือ “Harris Honeymoon” เพราะแฮร์ริสยังต้องเผชิญกับการท้าทายนานัปการ เช่น การบริหารเศรษฐกิจ ปัญหาผู้อพยพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้มีสิทธิอยากเห็น แต่แฮร์ริสก็ยังมิได้แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถจะทำได้หรือไม่ จึงเป็น “การบ้านชุดใหญ่” ที่แฮร์ริส จะต้องเตรียมส่งแก่ผู้มีสิทธิลงคะแนนต่อไป

และที่สำคัญอีกเรื่องคือ การเลือกผู้ลงชิงรองประธานาธิบดี บัดนี้ “คามาลา แฮร์ริส” ได้เลือก “ทิม วอลซ์”
ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาเป็นคู่ลงชิงรองประธานาธิบดี แม้สังคมมองว่า “วอลซ์” ไม่สามารถช่วยแฮร์ริสสร้างความนิยมใน Swing state ได้ก็ตาม แต่ก็เป็นการสอดคล้องกับประเพณีในการเลือกคู่ลงชิงรองประธานาธิบดีของแคนดิเดตประธานาธิบดี ถือเป็นการเลือกสรรที่ปลอดภัยที่สุด อีกประการหนึ่ง แฮร์ริสและวอลซ์มีจุดยืนทางการเมือง (political spectrum) ใกล้เคียงกัน และจุดเด่นของ “วอลซ์” คือประสบการณ์จีน ท่ามกลางภาวะทางการเมืองสหรัฐปัจจุบัน กิจการจีน จึงกลายเป็น “มานานุภาพ” หมายถึงความสามารถในการสร้างแรงดึงดูด

ปี 2006 “ทิม วอลซ์” เปลี่ยนอาชีพจากครูสอนหนังสือและโค้ชรักบี้ โดยการผันตัวมาเป็นนักการเมือง ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐมินนิโซตาภายใต้ธงเดโมแครตรวม 12 ปี

ปี 2018 ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาจนถึงปัจจุบัน จุดยืนทางการเมืองของวอลซ์ถือเป็น “ฝ่ายขวาสันติ” ไม่เพียงได้รับความนิยมจากคนในชนบท อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต กรณีเป็นการรังสรรค์ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในพรรค แต่ข้อเสียก็คือรัฐมินนิโซตาเป็นฐานเสียงของเดโมแครตอยู่แล้ว แม้เอาวอลซ์ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นอยู่ก่อน ก็มิได้ทำประโยชน์ได้มากไปกว่านั้น ดังนั้น พลันที่มีข่าวส่ง “ทิม วอลซ์” ลงชิงรองประธานาธิบดี เป็นเหตุให้คณะทำงานของทรัมป์และตัวทรัมป์เอง “โล่งอก” กรณีเหมือนกับได้รับ “ของขวัญชิ้นใหญ่” จากเดโมแครต

ในสมัยที่ “ทิม วอลซ์” เป็นครูสอนหนังสือ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไปสอนหนังสือที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน จนกลายเป็นกัลยาณมิตรกับจีน เคยไปเยือนจีนถึงกว่า 30 ครั้ง สมัยเกิดสงครามการค้าจีน-สหรัฐ “ทิม วอลซ์” เคยเป็นตัวตั้งตัวตีเสนอให้ทั้งสองฝ่ายทำการเจรจาให้กลับสู่สภาพปกติ แต่ไม่สำเร็จ

ตัดกลับมาที่ประวัติศาสตร์ของแฮร์ริส เธอเกิดที่แคลิฟอร์เนีย บิดาเป็นเชื้อสายจาเมกาแอฟริกา มารดาเป็นเชื้อสายอินเดีย ชาติกำเนิดของเธอคือชนกลุ่มน้อยการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) อาชีพอัยการสูงสุดแคลิฟอร์เนีย เข้าสู่วงการเมืองในปี 2017 ได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกแคลิฟอร์เนีย ถือเป็นชาวเอเชียคนแรกและเป็นสตรีคนที่ 2 ของคนผิวดำที่ได้เข้านั่งในวุฒิสภาสหรัฐ

ภูมิหลังของ “แฮร์ริส” เป็นคนยึดถือลัทธิหัวรุนแรง เช่น การเลือกตั้งสหรัฐปี 2016 ตอนเริ่มแรกเธอสมัครชิงประธานาธิบดี ในการอภิปรายทางโทรทัศน์ เธอได้กล่าวโจมตี “ไบเดน” เกี่ยวกับ “ชาติพันธุ์” อย่างดุเดือดเข้มข้น ได้รับความนิยมสูง กลายเป็นดาวรุ่งในชั่วข้ามคืน ต่อมาได้อภิปรายการรักษาพยาบาล เกิดความเพลี่ยงพล้ำ ความนิยมตกต่ำ กลายเป็นดาวร่วงในชั่วข้ามคืนเช่นกัน ก็เพราะเธอเป็นนักการเมืองที่มีไหวพริบและตระหนักรู้ตนเอง เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ถอย จึงเป็นเหตุให้เธอต้องตัดสินใจถอนตัวออกจากการแข่งขันรอบแรก และหันมาสนับสนุน “ไบเดน” เปลี่ยนเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดี สังคมจึงมองว่า หากการเลือกตั้งได้รับความสำเร็จ เธอมิเพียงเป็นรองประธานาธิบดีในประวัติศาสตร์อเมริกา หากมีโอกาสเป็นประธานาธิบดีสหรัฐด้วย

บัดนี้ เวลาแห่งการชิงประธานาธิบดีของคามาลา แฮร์ริส มาถึงแล้ว แม้โอกาสต่างกัน แต่เนื้อแท้เหมือนกัน

หากพูดถึงบุคลิกภาพของแฮร์ริส คือมีความคล่องแคล่วว่องไวเหนือทรัมป์หลายขุม จุดเด่นของแฮร์ริส
เป็นสตรีที่เปี่ยมด้วย “พหุลักษณ์ทางสังคม” หน้าตาสง่ามีราศรี เสน่ห์บนใบหน้าคือมนต์ขลังในการเรียกแขก

และที่สุดยอดคือ รอยยิ้มของเธอ น่ารักน่าเอ็นดู กอปรกับการใช้เสียงหัวเราะของเธอสร้างความเป็นกันเองกับบรรดาแฟนคลับ ล้วนเป็น “ลักษณ์” อันสุดประเสริฐ และก็เพราะเสียงหัวเราะอันหวานซึ้งและอิริยาบถที่ละมุนละไม ตราตรึงอยู่ในดวงหทัยของบรรดาแฟนคลับ จนมีแฟนทางสื่อออนไลน์ร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มให้เธอชื่อว่า “ขอให้อเมริกาหัวเราะขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง” (Make America Laugh Again)

ประเด็นสำคัญสุดที่มองข้ามมิได้คือ พลังมหึมาของคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาเป็นตัวช่วยที่สำคัญอย่างยิ่งยวด และน่าเชื่อว่า พลังเช่นว่าสามารถ “อุ้ม” แฮร์ริสเข้าทำเนียบขาวได้ อนึ่ง หากกล่าวกับประเด็นชาติพันธุ์ “คามาลา แฮร์ริส” กับอเมริกันชนเชื้อสายแอฟริกาก็คือ “กากี่นั้ง” นั่นเอง

หากย้อนมองอดีตเมื่อปี 2016 “ฮิลลารี คลินตัน” พ่ายแพ้แก่โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพราะบัตรลงคะแนนเชื้อสายแอฟริกาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งต่างกับ “บารัค โอบามา” ที่มีชาวแอฟริกา “จูง” เข้าทำเนียบขาวถึง 2 ครั้ง

ส่วนการที่ทรัมป์คิดว่าปี 2016 เขาสามารถพิชิต ฮิลลารี คลินตัน ปี 2024 ก็จะต้องเอาชนะคามาลา แฮร์ริสได้ เป็นความคิดที่เข้าข้างตนเองและเป็นการจินตนาการ แต่ต้องไม่ลืมว่าขณะนั้น ทรัมป์อายุ 70 แต่ปี 2024 ทรัมป์อายุ 78 อีกประการหนึ่ง สมัยนั้นกระแสเบื่อหน่ายการเมืองคนชรายังแผ่วเบา

คามาลา แฮร์ริส จึงควรต้องให้ความสำคัญแก่อเมริกันชนเชื้อสายแอฟริกาให้มากยิ่งขึ้น มองข้ามมิได้เป็นอันขาด ถ้ากล่าวโดยสรุป คะแนนที่แฮร์ริสจะได้เป็นกอบเป็นกำก็คือ รัฐที่ผู้มีสิทธิยังมิได้ตัดสินใจและคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกา เวลาที่เหลืออยู่นี้แฮร์ริสต้องทำการบ้านให้ดี เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อชี้แจงนโยบายที่ใช้ประโยชน์ได้จริง แสดงให้อเมริกันชนมั่นใจว่ามีความสามารถในการยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ไขปัญหาเศรษฐิจ เพื่อให้ประชาชนประกอบอาชีพด้วยความมั่นใจและมีความสุขควบคู่กันไป

หากบุญมาวาสนาส่งได้รับชัยชนะเข้าทำเนียบขาว “คามาลา แฮร์ริส” ก็จะกลายเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกา และเป็นเชื้อสายแอฟริกาคนที่สองต่อจากบารัค โอบามา ที่ได้ขึ้นแท่นประธานาธิบดี ถือเป็นเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของคนแอฟริกาและอเมริกันชนเชื้อสายแอฟริกา