โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: ยูเครนคึกบุกรัสเซีย หวังพลิกโอกาส สมรภูมิเดือด

19.08.24 | 07:54 น.
REUTERS

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: ยูเครนคึกบุกรัสเซีย หวังพลิกโอกาส สมรภูมิเดือด

อย่างที่ทราบกันดีว่าสงครามระหว่าง รัสเซีย และ ยูเครน ได้ดำเนินมานานกว่า 2 ปีแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 รัสเซียสามารถบุกเข้าไปในดินแดนของยูเครนมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมายูเครนทำได้แค่ต้านทานกองทัพรัสเซียและมีการโจมตีทางอากาศเข้าไปในดินแดนของรัสเซียอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ใหญ่อะไร จนกระทั่งยูเครนตัดสินใจบุกโจมตีข้ามพรมแดนเข้ามาในรัสเซียอย่างไม่ทันตั้งตัวในวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้โลกรวมถึงรัสเซียตกใจตั้งตัวไม่ทันกับการบุกข้ามพรมแดนครั้งใหญ่ที่สุดของยูเครน สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร และยูเครนมีเป้าหมายอะไรกันแน่กับการบุกโจมตีครั้งสำคัญนี้

กองทัพยูเครนพร้อมด้วยรถถังและรถหุ้มเกราะจำนวนมาก และทหารราว 10,000 นายได้บุกเข้าไปในแคว้นคูร์สก์ของรัสเซีย และสามารถฝ่าด่านต่างๆ รวมถึงแนวตั้งรับของรัสเซียมาอย่างง่ายดายจนสามารถยึดเมืองและหมู่บ้านรวม 80 แห่ง หรือเป็นพื้นที่ราว 1,150 ตารางกิโลเมตร แคว้นคูร์สก์ไม่เคยถูกยูเครนบุกเข้ามามากและถูกยึดพื้นที่อย่างรวดเร็วเท่านี้มาก่อน ยูเครนเคยบุกโจมตีข้ามพรมแดนของรัสเซีย แต่ก็เป็นเพียงกลุ่มนักรบอาสาสมัครที่ต่อต้านรัสเซียจำนวนไม่มากเท่านั้น ต่างจากครั้งนี้ที่ยูเครนใช้กองทหารขนาดใหญ่พร้อมด้วยยุทโธปกรณ์ที่ชาติตะวันตกมอบให้ ดึงเอาทหารจำนวนมากจากแนวหน้าการสู้รบมาเปิดหน้าโจมตีบุกรัสเซีย ทำให้เป็นครั้งแรกที่กองทัพต่างชาติสามารถรุกรานและยึดดินแดนของรัสเซียได้ นับตั้งแต่กองทัพนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อครั้งที่รัสเซียยังคงเป็นสหภาพโซเวียต

หลายคนอาจประหลาดใจว่าทำไมยูเครนจึงสามารถบุกข้ามพรมแดนประเทศยักษ์ใหญ่อย่างรัสเซียมาอย่างง่ายดาย คำตอบคือยูเครนปิดแผนการบุกโจมตีนี้ไว้เป็นความลับโดยไม่บอกกลุ่มพันธมิตรอย่าง สหรัฐหรือโปแลนด์ ก่อนล่วงหน้า ขณะที่สหรัฐและอังกฤษเปิดทางให้ยูเครนสามารถใช้อาวุธที่มอบให้ในแคว้นคูร์สก์อีกด้วย รัสเซียมุ่งให้ความสำคัญกับการทำสงครามกับยูเครน ดังนั้นทหารรัสเซียส่วนใหญ่จึงถูกโยกไปอยู่แนวหน้าที่แคว้นโดเนตสค์ทางตะวันออกของยูเครน ทำให้ทหารที่ประจำอยู่ในแคว้นคูร์สก์มีน้อย แถมทหารเหล่านั้นส่วนใหญ่ยังเป็นทหารเกณฑ์ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกมาอย่างดี

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน (แฟ้มภาพ รอยเตอร์)

ต่างจากทหารยูเครนที่มีการซักซ้อมจนมีความชำนาญกว่า ในเมื่อจำนวนทหารน้อยกว่า รัสเซียจึงใช้เครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์ในการต่อสู้กับยูเครน แต่ยูเครนก็ยังสามารถต้านทานไว้ได้ ทหารรัสเซียซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยรบพิเศษและนักรบของกลุ่มทหารรับจ้างวากเนอร์เริ่มเดินทางมาถึงคูร์สก์แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถผลักให้ทหารยูเครนออกจากเมือง Sudzha และพื้นที่อื่นๆ ได้ นายพลโอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน อ้างว่า Sudzha ซึ่งเป็นฮับที่ก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียจะถูกส่งมาให้ยุโรปผ่านทางยูเครนกำลังอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครน แต่การส่งก๊าซธรรมชาติยังคงดำเนินไปตามปกติ ซึ่งล่าสุดผู้บัญชาการอาวุโสของรัสเซียได้ปฏิเสธการอ้างของนายซีร์สกี

Advertisement

ในช่วงแรกยูเครนปิดปากเงียบไม่พูดถึงการบุกโจมตีดังกล่าว จนต่อมา ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ก็ได้ออกมายอมรับถึงการบุกโจมตีข้ามพรมแดนเข้าไปในรัสเซียอย่างเป็นทางการ โดยบอกว่านี่เป็นเรื่องความมั่นคงของยูเครน เป้าหมายของยูเครนคือตั้งเขตกันชนเพื่อหยุดการถูกโจมตีจากแคว้นคูร์สก์ ซึ่งผู้นำยูเครนบอกว่ารัสเซียใช้แคว้นดังกล่าวโจมตีทิ้งระเบิดใส่ยูเครนมากกว่า 2,000 ครั้งในช่วงฤดูร้อนปีนี้ การบุกโจมตีในครั้งนี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงทหารรัสเซียออกมาจากแนวหน้าการสู้รบที่แคว้นโดเนตสค์

นายมิไคโล โปโดลยัค ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า การบุกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียอาจช่วยส่งเสริมจุดยืนของยูเครนหากมีการเจรจายุติสงครามกับรัสเซียในอนาคต ซึ่งหากยูเครนควบคุมแคว้นคูร์สก์ของรัสเซียไว้ได้ก็อาจใช้แลกเปลี่ยนกับดินแดนของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครองอยู่ แต่โฆษกกระทรวงต่างประเทศยูเครนบอกว่ายูเครนไม่ต้องการยึดครองแคว้นคูร์สก์ เพียงแต่ต้องการปกป้องชีวิตชาวยูเครนเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญมองการบุกโจมตีเข้ามาในดินแดนของรัสเซียว่าเป็นการท้าทายกองทัพรัสเซีย รวมถึงทำลายภาพที่รัสเซียพยายามสร้างให้ประชาชนคิดว่ารัสเซียยังคงบรรลุเป้าหมายในการทำสงคราม ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม และ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน สามารถปกป้องชีวิตของประชาชนให้รอดพ้นจากภัยอันตรายจากต่างชาติได้ ขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว รัสเซียได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในแคว้นคูร์สก์และเบลโกรอด รวมถึงมีการอพยพประชาชนไปแล้วกว่า 120,000 คน การบุกรัสเซียของยูเครนในครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพันธมิตรว่าทหารยูเครนมีเขี้ยวเล็บสามารถบุกเข้าไปในรัสเซียได้เช่นกัน ไม่ได้ตั้งรับเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่สำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงก่อนหน้าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ หลังส่งอาวุธช่วยเหลือยูเครนมาแล้วหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกิดความกังวลว่าสหรัฐจะยังคงหนุนหลังยูเครนต่อไปหรือไม่ หาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย (แฟ้มภาพ รอยเตอร์)

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าแม้ทัพยูเครนจะประสบความสำเร็จในปฏิบัติการข้ามพรมแดนในช่วงแรก แต่ก็อาจเป็นการเปิดช่องโหว่ให้กับตัวเองเพราะหน่วยทหารที่มีความสามารถมีประสบการณ์ จะถูกดึงไปที่คูร์สก์ ทำให้ด่านหน้าการสู้รบในโดเนสตค์และพื้นที่อื่นๆ มีประสิทธิภาพในการต้านทานกองทัพรัสเซียน้อยลง ส่วนรัสเซียอาจไม่ถอนทัพที่กำลังสู้รบในภาคตะวันออกของยูเครนไปช่วยแคว้นคูร์สก์ทั้งหมด แต่จะนำทหารชุดใหม่เข้าไปแทน ขณะที่การควบคุมพื้นที่ในดินแดนรัสเซียเองก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน เพราะรัสเซียจะจ้องโจมตีเส้นทางการส่งเสบียงไปยังคูร์สก์

ด้วยทั้งหมดที่ว่ามานี้ทุกคนคงพอจะมองออกว่าการบุกโจมตีเข้ามาในดินแดนของรัสเซียในครั้งนี้ก็เป็นดาบสองคมให้กับยูเครนเองเช่นกัน ยูเครนต้องไม่ประมาทเพราะต้องไม่ลืมว่าพวกเขากำลังทำสงครามกับกองทัพรัสเซีย หากมอสโกเริ่มตั้งหลักได้เมื่อไหร่ ถ้าไม่ระวังก็อาจถูกสวนกลับจนแพ้สงครามได้เหมือนกัน!