หน้าแรก ต่างประเทศ ‘ปูติน’ ดอดเย...

‘ปูติน’ ดอดเยือนเชเชนรอบ 13 ปี ตรวจทัพก่อนสู้ยูเครน ‘เคียฟ’ ส่งโดรนถล่มมอสโก

21.08.24 | 11:24 น.
Kremlin Pool Photo via AP

‘ปูติน’ ดอดเยือนเชเชนรอบ 13 ปี ตรวจทัพก่อนสู้ยูเครน ‘เคียฟ’ ส่งโดรนถล่มมอสโก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐเชเชนของรัสเซียเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม โดยปูตินและนายรัมซาน คาดีรอฟ ผู้นำเชเชนได้ตรวจดูความพร้อมของกองทัพและอาสาสมัครของเชเชนที่จะไปสู้รบกับกองทัพยูเครน

การเยือนเชเชนของปูตินครั้งนี้ไม่มีการแจ้งล่วงหน้าและเกิดขึ้นขณะที่รัสเซียพยายามต่อสู้เพื่อขับไล่กองทัพรัสเซียออกจากแคว้นคูร์สก์ หลังกองทัพยูเครนสามารถบุกโจมตีข้ามพรมแดนเข้ามาในรัสเซียเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสร้างความอับอายให้แก่ปูตินและกองทัพรัสเซีย

ปูตินกล่าวกับบรรดาทหารที่มหาวิทยาลัยกองกำลังพิเศษรัสเซียในเชเชนว่า “ตราบใดที่เรามีผู้ชายแบบพวกคุณ เราจะแข็งแกร่งจนไม่อาจเอาชนะได้” ผู้นำรัสเซียยังกล่าวอีกว่า พวกคุณต้องเอาชีวิตและสุขภาพมาเสี่ยง แต่คุณมีความต้องการอยู่ลึกๆ ที่จะปกป้องปิตุภูมิและมีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจเช่นนั้น นายคาดีรอฟกล่าวกับปูตินว่า เชเชนได้ส่งทหารไปช่วยสู้รบกับยูเครนรวมทั้งสิ้นกว่า 47,000 คน พร้อมกับอาสาสมัครราว 19,000 คนนับตั้งแต่สงครามยูเครนปะทุขึ้น

การต่อสู้ระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงดำเนินต่อไป ล่าสุดยูเครนได้ทำการโจมตีกรุงมอสโกของรัสเซียด้วยอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม แต่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถยิงสกัดโดรนของยูเครนได้อย่างน้อย 10 ลำขณะกำลังบินมุ่งหน้ากรุงมอสโก นายเซอร์เกย์ โซเบียนิน นายกเทศมนตรีมอสโกกล่าวว่า โดรนบางส่วนถูกยิงตกเหนือเมืองโปโดลสค์ ห่างจากพระราชวังเครมลินไปทางตอนใต้ราว 38 กิโลเมตร

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเบื้องต้นไม่พบรายงานความเสียหายและผู้บาดเจ็บหลังการโจมตีด้วยโดรนในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ของยูเครน โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถยิงสกัดโดรนเหนือแคว้นเบรียนสค์ได้ 18 ลำรวมถึงยิงสกัดโดรนและขีปนาวุธในภูมิภาคอื่นๆ เช่นกัน

รัสเซียเปิดเผยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ว่ากองทัพสามารถยึดฮับด้านโลจิสติกส์ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ชื่อ นิวยอร์ก (Niu-York) ทางภาคตะวันออกของยูเครน แสดงให้เห็นว่ากองทัพรัสเซียยังคงเดินหน้ารุกคืบในแนวหน้าการสู้รบทางตะวันออกของยูเครนต่อไป แม้จะถูกยูเครนบุกโจมตีข้ามพรมแดน