ลดความเสี่ยงประเทศไทย ท่ามกลางความแตกแยกโลก
ระเบียบโลกในปัจจุบันกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน การผงาดของอำนาจหลายขั้วทำให้เกิดการสร้างกรอบความร่วมมือและกลุ่มต่าง ๆ โดยมีนัยยะเพื่อสร้างความสมดุล เพื่อธำรงไว้ซึ่งอำนาจนำ หรือแม้แต่เพิ่มอิทธิพลของตนในเวทีโลก ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ถูกมองจากอีกฝ่ายว่าเป็นภัยคุกคาม เห็นได้ชัดว่าผู้เล่นเกมส์ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศเผชิญกับภูมิทัศน์ที่ตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง และได้กลายเป็นโจทย์สำคัญในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทย
การที่ไทยตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่ถูกริเริ่มโดยสหรัฐเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของจีนในภูมิภาค ขณะเดียวกันแสดงความประสงค์ในการเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ที่มีแนวทางในการสร้างระเบียบโลกใหม่ ซึ่งขัดแย้งกับระเบียบเดิมที่สหรัฐเป็นผู้วาดขึ้น พร้อมกันนี้ไทยก็มีเจตจำนงในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่มีสหรัฐและประเทศพันธมิตรเป็นสมาชิก ทำให้เกิดคำถามว่าไทยต้องการจะทำอะไรกันแน่ มันเป็นการจับปลาสองมือ หรือไทยกำลังเผชิญกับสภาวะวิตกกังวลจนทำอะไรไม่ถูก ท่ามกลางกระแสลมพายุการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจที่กำลังโหมแรงอยู่ในขณะนี้หรือไม่
ในความพยายามเพื่อสร้างภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ประเทศขนาดกลางถึงประเทศขนาดเล็กถูกดึงแขนซ้ายขวาเพื่อเข้าร่วมสถาปัตยกรรมความร่วมมือของฝักฝ่ายนั้น ๆ ไทยจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการกับความสัมพันธ์กับแต่ละกลุ่มประเทศท่ามกลางความเสี่ยงหลายมิติ ทั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตและความเสี่ยงที่ไทยเผชิญอยู่แล้ว เมื่อสถานการณ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน หากไทยจะโอนเอียงไปยังฝ่ายใดอย่างชัดเจน ความเสี่ยงจากการเลือกข้างผิดก็อาจจะเกิดขึ้น แน่นอนว่าไทยซึ่งเป็นประเทศขนาดกลางย่อมรับมือไม่ไหว ความยืดหยุ่นทางการทูตจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของไทยผูกกับจีนอยู่มาก อาจเปรียบเลยได้ว่าจีนเป็นชีพจรสำคัญของเศรษฐกิจไทย การพึ่งพาที่ยากที่จะหลุดพ้นเช่นนี้ หากเลือดไม่อาจสูบฉีดได้เป็นปกติ หัวใจก็เสี่ยงที่จะล้มเหลวได้
เกมส์ของประเทศมหาอำนาจแม้จะสร้างความท้าทายในทางการทูต แต่ก็เป็นโอกาสให้ไทยในการบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กรอบความร่วมมือละลานตาที่มหาอำนาจใช้แข่งขันทำให้ไทยมีตัวเลือกมากขึ้นที่จะแสวงหาผลประโยชน์ กอรปกับอัตลักษณ์ของไทยในทางการทูตคือการเป็นมิตรกับทุกประเทศและไม่เป็นศัตรูกับฝ่ายใด ก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในสมรภูมิการแข่งขันนี้
การมีต้นทุนที่ดีเป็นหลักประกันในการบริหารความเสี่ยง สำหรับรัฐนั้น ต้นทุนก็คือขีดความสามารถและศักยภาพของประเทศ กลุ่มประเทศ OECD มีชื่อเล่นว่า ‘rich country club’ และมีมาตรฐานทางเศรษฐกิจร่วมกันสูง ทั้งในด้านการลงทุน ธรรมาภิบาล ภาษี การแข่งขันที่เป็นธรรมและการเปลี่ยนผ่านสีเขียว หากไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้สำเร็จ ภาพลักษณ์ของไทยจะโดดเด่นและมีความน่าเชื่อถือทางการค้า ซึ่งจะช่วยยกระดับความเป็นจุดหมายของการลงทุน รวมถึงเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยให้ยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ มีการศึกษาว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ GDP ของไทยเพิ่มขึ้น 1.6% และจะทำให้ไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2580 ด้วย
IPEF เป็นความพยายามของสหรัฐในการจัดวางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่ตนเป็นผู้มีบทบาทนำ ดังนั้น คำถามที่ถูกตั้งขึ้นคือ การที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกหมายความว่าไทยตกหลุมกับดักมหาอำนาจอยู่หรือไม่ และเนื่องจาก IPEF ไม่ใช่ความตกลงการค้าเสรี ผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมของเรื่องนี้คืออะไร? ในด้านเศรษฐกิจ ประเทศภาคีของ IPEF คิดเป็น 40% ของ GDP โลกและ 7 ใน 10 ของประเทศผู้ค้าสำคัญของไทยล้วนเป็นประเทศ IPEF ทั้งสิ้น ดังนั้นการดำเนินความร่วมมือกับกลุ่มประเทศเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยได้
อีกทั้ง IPEF เป็นพันธกรณีของประเทศสมาชิกในการมีมาตรฐานสูงใน 4 เสาหลักที่ทันสมัยและตอบโจทย์กับความท้าทายในปัจจุบัน ได้แก่ เสาความร่วมมือด้านการค้า ซึ่งรวมไปถึงการเสริมสร้างกฎเกณฑ์ในเรื่องสิทธิแรงงานด้วย เสาที่ 2 คือการผลักดันความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมีระเบียบที่ช่วยให้สมาชิกสามารถฟื้นคืนจากภาวะหยุดชะงักและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานได้อย่างทันท่วงที เสาที่ 3 เป็นเรื่องเศรษฐกิจสะอาด มีใจความสำคัญคือการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเสาสุดท้ายคือเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ที่มุ่งเน้นในเรื่องความโปร่งใสในเรื่องการจัดเก็บภาษีและต่อต้านการคอร์รัปชั่น และด้วยการที่ IPEF ไม่ใช่ข้อตกลง จึงกลับเป็นข้อดีในการบริหารความเสี่ยง เพราะไทยไม่มีข้อผูกผันที่จะต้องเข้าร่วมในทุกความร่วมมือภายใต้ IPEF แต่สามารถเลือกประเด็นได้ตามความสมัครใจ ทั้งยังช่วยกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจากแหล่งเดียวด้วย
การที่ไทยแสดงความประสงค์ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก BRICS เป็นประเด็นร้อน มีความคิดเห็นว่าไทยฝักใฝ่ประเทศขั้วตรงข้ามอำนาจเดิม ทว่า BRICS สำคัญกับการดำเนินนโยบายการทูตเศรษฐกิจของไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากกลุ่มประเทศสมาชิกเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชาชนมหาศาลและมีกำลังซื้อ ดังนั้นการเข้า BRICS จึงเป็นการขยายตลาดการส่งออกสินค้าไทย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตต่อไปในอนาคต และเป็นการเปิดประตูสู่แหล่งทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงมากมาย รวมถึง น้ำมัน แร่หายากและพลังงานอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ผลประโยชน์ไม่สามารถรอได้ ดังนั้น การเข้า BRICS เป็นการสร้างทางเลือกและลดความเสี่ยงของไทยในระหว่างกระบวนการการเข้า OECD ซึ่งอาจใช้เวลาพิจารณา 5-7 ปี
อัตลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศในการเป็น “สะพานเชื่อม” การไม่เป็นศัตรูกับใคร และการที่ไทยแจ้งความต้องการชัดเจนที่จะมีบทบาทในการเชื่อมกลุ่มประเทศต่างๆ ด้วยกัน ทำให้ไทยเป็นพลังบวกให้กับกลุ่มความร่วมมือประเทศกำลังพัฒนาที่มีตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ และกรอบความร่วมมืออื่นๆ และที่สำคัญ ด้วยอำนาจอธิปไตยที่มี ไทยมีสิทธิและเป็นอิสระที่จะ ‘cherry pick’ เรื่องที่ตอบสนองผลประโยชน์ของประเทศ ดั่งยุทธศาสตร์ทั้งหลายของประเทศอื่น ๆ ที่ต่างก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเอื้ออำนวยผลประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้นเช่นกัน
หมายเหตุ: ข้อมูลที่ใช้ในรายงานฉบับนี้มาจากงานสนทนาโต๊ะกลม ‘ทิศทางไทยในจอเรดาร์โลก: IPEF OECD และ BRICS’ จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม โดยมีนางสาลินี ผลประไพ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ น.ส. ใจไทย อุปการนิติเกษตร รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ ดร. ภก. นิลสุวรรณ ลีลารัศมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ รศ. ดร. จิตติภัทร พูนขำ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น

