ดีเบตแรก ‘ทรัมป์-แฮร์ริส’ ซัดกันนัว ประเด็น ศก.-ทำแท้ง-ย้ายถิ่นฐาน
การดีเบตครั้งแรกระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน กับนางคามาลา แฮร์ริส ตัวแทนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต ทางสถานีโทรทัศน์เอบีซีนิวส์ ในเมืองฟิลาเดลเฟีย ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับทั้งคู่เพราะอาจพลิกโฉมการรณรงค์หาเสียงที่ดูเหมือนทั้งคู่ยังต่อสู้กันอย่างสูสี
รองประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตและอดีตประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันจับมือกันก่อนเริ่มการดีเบต ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับหลายๆ คน เมื่อพวกเขาขึ้นไปยืนด้วยกันบนเวทีที่ศูนย์รัฐธรรมนูญแห่งชาติในฟิลาเดลเฟีย แต่ภาพของความสัมพันธ์อันดีก็จบลงในไม่กี่นาทีต่อมา
แฮร์ริสโจมตีทรัมป์ว่าทำให้อเมริกาพังพินาศ ขณะที่ทรัมป์โต้กลับว่าแฮร์ริสเป็นมาร์กซิสต์ และยังอ้างอย่างผิดๆ ว่าแฮร์ริสและประธานาธิบดีโจ ไบเดน อนุญาตให้ผู้คนนับล้านหลั่งไหลเข้ามาในสหรัฐจากเรือนจำและคุก จากสถาบันจิตเวช และสถานบำบัดผู้ป่วยทางจิต

ด้านแฮร์ริสตอบสนองต่อคำพูดที่รุนแรงของทรัมป์ด้วยการยิ้มและส่ายหัว ก่อนจะสวนกลับ โดยชี้ให้เห็นว่าทรัมป์เป็นอาชญากรที่ถูกตัดสินจำคุก และบอกว่าทรัมป์เป็นพวกสุดโต่ง
แฮร์ริสโจมตีเจตนาของทรัมป์ที่จะจัดเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้านำเข้าต่างประเทศในอัตราสูง โดยเปรียบเทียบว่าเป็นภาษีการขายของที่จะกระทบกับชนชั้นกลาง และพูดถึงข้อดีของแผนการของเธอที่จะให้ประโยชน์ทางภาษีแก่ครอบครัวและธุรกิจขนาดเล็ก
“ฉันเชื่อในความทะเยอทะยาน ความปรารถนา ความฝันของชาวอเมริกัน และนั่นคือเหตุผลที่ฉันคิดและมีแผนที่จะสร้างสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจแห่งโอกาส” แฮร์ริสกล่าว
แฮร์ริสโจมตีทรัมป์ว่าทำให้อัตราการว่างงานของสหรัฐสูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ โดยอ้างถึงตัวเลขการว่างงานในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี 2017-2021 ที่ตัวเลขการว่างงานในเดือนเมษายน 2020 พุ่งสูงถึง 14.8% และอยู่ที่ 6.4% เมื่อทรัมป์พ้นตำแหน่ง
ขณะที่ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์แฮร์ริสเรื่องเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ดำรงตำแหน่ง โดยกล่าวว่า สหรัฐมีเศรษฐกิจที่แย่มากเพราะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายประเทศ ผู้คนไม่สามารถออกไปซื้อข้าวของอย่างซีเรียล เบคอน ไข่ หรืออย่างอื่นได้ ประชาชนในประเทศกำลังจะตายจากสิ่งที่พวกเขาทำ นั่นคือการทำลายเศรษฐกิจ
จากนั้นทรัมป์ก็เปลี่ยนไปวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่เขาให้ความสำคัญทันที โดยอ้างอีกครั้งว่า ผู้อพยพจากสถานบำบัดผู้ป่วยทางจิตกำลังข้ามพรมแดนทางใต้ของสหรัฐ-เม็กซิโก

แฮร์ริสปัดคำโอ้อวดของทรัมป์ที่ว่าในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ถือได้ว่าเขาประสบความสำเร็จอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยแฮร์ริสระบุว่า ในความเป็นจริงสิ่งที่เราทำคือจัดการกับความยุ่งเหยิงที่โดนัลด์ ทรัมป์ ทำไว้
“โดนัลด์ ทรัมป์ทำให้เรามีอัตราการว่างงานสูงที่สุดนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่โรคระบาดด้านสาธารณสุขที่เลวร้ายที่สุดในรอบศตวรรษ การโจมตีประชาธิปไตยของเราที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามกลางเมือง” แฮร์ริสกล่าว ซึ่งหมายถึงการจัดการการระบาดของโควิด-19 ของเขา และการยุยงให้ล้มล้างการเลือกตั้งในปี 2020
การโต้เถียงที่เข้มข้นที่สุดของพวกเขาทั้งคู่คือเรื่องการทำแท้ง โดยทรัมป์ยืนกรานว่าแม้ว่าทรัมป์จะผลักดันให้ยุติสิทธิในการทำแท้งของรัฐบาลกลาง แต่เขาต้องการให้รัฐต่างๆ กำหนดนโยบายของตนเอง
แฮร์ริสกล่าวว่าเขากำลังพูดเรื่องโกหกมากมาย และเรียกนโยบายของทรัมป์ว่าเป็นการดูหมิ่นผู้หญิงชาวอเมริกัน
ทั้งนี้ เหลือเวลาอีกเพียง 56 วันก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายน การดีเบตครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสอันหาได้ยากยิ่งสำหรับผู้สมัครทั้งสองคนที่จะเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หลังจากที่การทำโพลก่อนหน้านี้ชี้ว่า ทรัมป์และแฮร์ริสมีคะแนนเกือบจะเท่าๆ กัน ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจจะครอบงำการนำเสนอข่าวรวมถึงโซเชียลมีเดียไปต่อเนื่องนานหลายวัน

