จาก Clearer Seoul สู่ กรุงเทพฯ ฟ้าใส ผนึกกำลังไทย-เกาหลีใต้ แก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว

17.09.24 | 09:00 น.

จาก Clearer Seoul สู่ กรุงเทพฯ ฟ้าใส ผนึกกำลังไทย-เกาหลีใต้ แก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว


ข่าวสารที่ถาโถมในเรื่องปรากฎการณ์วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ปกคลุมหลายพื้นที่ในไทยอย่างหนาแน่น รวมถึงผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอด แสดงให้เห็นว่าถึงแม้ PM 2.5 จะเป็นฝุ่นละอองขนาดจิ๋วที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน แต่ผลกระทบจากเรื่องนี้ไม่ได้จิ๋วเลยสักนิด เพราะเป็นความท้าทายที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ในหลายมิติ ทั้งในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสำเร็จของนโยบายที่ไทยกำลังผลักดันด้วย

ตามที่นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้กล่าวในถ้อยแถลงเปิดงานว่า สถานทูตมีหน้าที่ในการแสวงหาโอกาสที่ตอบโจทย์และเป็นประโยชน์ต่อไทย โดยเกาหลีใต้มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในเรื่องการจัดการกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างมาก เห็นได้ว่าสถานเอกอัครราชทูตฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการจัดการกับภัยเงียบนี้ จึงได้จัดงานเสวนาในเรื่องการรับมือกับฝุ่น PM 2.5 เมื่อวันที่ 12 กันยายน ณ ห้องนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ ขึ้น โดยได้เชิญนายชา ชาง-ฮุน ผู้อำนวยการด้านนโยบายคุณภาพอากาศของรัฐบาลกรุงโซล นายคิม ซอน-แบ ผู้จัดการทีมนโยบายคุณภาพอากาศของรัฐบาลกรุงโซล นางวรนุช สวยค้าข้าว รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. และ .ส.ภัทรียา เกตุสิน ผู้อำนวยการส่วนแผนงานและประมวลผล กรมควบคุมมลพิษ มาร่วมสนทนา รวมถึงแบ่งปันประสบการณ์และแบบแผนปฏิบัติอันดีของเกาหลีใต้และไทยในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว

 

Advertisement

นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล

นางวรนุชให้ข้อมูลว่า PM 2.5 ในกรุงเทพฯ มีสาเหตุหลักมาจากการจลาจรและการเผาในที่โล่ง ซึ่งนายชา ระบุว่าปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ไทยกำลังประสบอยู่นั้น เป็นปัญหาที่กรุงโซลเคยเผชิญเมื่อราว 20 ปีที่แล้ว เขาแบ่งปันประสบการณ์ว่า รัฐบาลกรุงโซลดำเนินงานปรับปรุงคุณภาพอากาศภายใต้นโยบาย Clearer Seoul 2030 หลังจากที่ Clear Seoul 2010 สามารถทำให้ปริมาณ PM 2.5 ลดลงจาก 40 มคก./ลบ.ม. เมื่อปี 2002 สู่ 18 มคก./ลบ.ม. ในปี 2022 โดยเป็นผลมาจากการเปลี่ยนซิตี้บัสที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลมาเป็น CNG และโครงการ Green Car Smart Seoul ที่ทำให้ประชาชนกรุงโซลเปิดใจมาใช้รถยนต์ EV ได้สำเร็จ

Clearer Seoul 2030 ประกอบไปด้วย 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ประการแรกคือ การเปลี่ยนรถขนส่งและรถบัสที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิด PM 2.5 ถึง 28% และสร้างมลพิษมากกว่ารถทั่วไปถึง 45 เท่า ให้เป็นรถปล่อยมลพิษต่ำภายในปี 2026 ประการที่สองคือ ขยายพื้นที่เขตปล่อยมลพิษต่ำรอบกรุงโซล ซึ่งเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จากการบังคับห้ามขับขี่ตามฤดูกาล ปริมาณมลพิษของรถยนต์ระดับ 5 ลดลงถึง 97% อนึ่ง รัฐบาลกรุงโซลมีความตั้งใจที่จะให้ 10% ของรถยนต์ในกรุงโซลทั้งหมดในปี 2026 จะเป็นรถยนต์ EV และ 1 ใน 4 คันของรถยนต์ทั้งหมดเป็นรถ EV ในปี 2030 ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลกรุงโซลกำลังเร่งมือเพิ่มการติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าแล้วด้วย ประการที่สามคือ พัฒนาคุณภาพอากาศในทุกพื้นที่ ซึ่งมีแผนการคือ การส่งเสริมพื้นที่ก่อสร้างสีเขียว โดยมีการติดตั้งระบบตรวจสอบการปล่อยฝุ่นละอองและใช้เครื่องจักรที่ปล่อยมลพิษต่ำ เปลี่ยนอุปกรณ์ทำความร้อนให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) เพื่อแก้ไขปัญหาโอโซน

นายชา กล่าวว่า หากปฏิบัติตามนโยบาย Clearer Seoul 2030 ที่วางไว้ได้ โซลจะกลายเป็นหนึ่งใน 10 เมืองที่มีปริมาณฝุ่น PM 2.5 ต่ำที่สุด จะมีปริมาณ PM 2.5 เหลือเพียง 13 มคก./ลบ. และมีมลพิษลดลงเหลือเพียง 35,000 ตัน ภายในปี 2030 ด้วย 

เมื่อถามนายชาว่า หากจะให้เลือกมาตรการภายใต้ Clearer Seoul 2030 ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อไทยในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 มากที่สุดมา 1 มาตรการนั้น เขาจะเลือกอะไร นายชาให้คำตอบว่ามี 2 มาตรการที่เขาเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อไทย ได้แก่ 1. การยกเลิกการใช้รถยนต์เก่าที่ใช้น้ำมันดีเซล 2. การเลิกใช้รถเก่าก่อนกำหนด โดยผู้ใช้รถสามารถใช้รถใหม่หรือใช้ขนส่งสาธารณะก็ได้ ทางรัฐบาลเกาหลีใต้ให้การสนับสนุนด้านการเงินทั้ง 2 กรณี

ในปัจจุบันกรุงเทพมหานครและองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศเกาหลีใต้ (KOICA) ร่วมริเริ่มโครงการ KOICA Blue Sky Project in Bangkok โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ มีการจัดการประกวดวีดิทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสถานศึกษา และเครื่องวัดคุณภาพอากาศได้ถูกส่งมอบให้แก่โรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและเกาหลีใต้

การบรรยายแลกเปลี่ยนความรู้นี้นอกจากจะเป็นความพยายามในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีอากาศสะอาดในการดำรงชีวิต ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติในปี 2030 เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2065 รวมถึงเป็นการสร้างระบบนิเวศให้เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้รองรับกับบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางในด้านต่าง ๆ อาทิ เป็นศูนย์กลางขององค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศ ในด้านขนส่งโลจิสติกส์ รวมถึงด้านสาธารณสุขของภูมิภาคเอเชีย

นายธานีเล่าว่า ไทยและเกาหลีใต้มี MOU ร่วมกันถึง 3-4 ฉบับ แต่ไม่มีบันทึกความตกลงฉบับใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศเลย ซึ่งในช่วงเช้าของวันที่ 12 กันยายนนั้นเอง เขาได้พาผู้เชี่ยวชาญจากกรุงโซล 2 รายที่มาเป็นวิทยากรในงาน เข้าพบหารือกับกรมควบคุมมลพิษ เพื่อเปิดโอกาสในการต่อยอดงานเสวนาครั้งนี้ให้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งนอกจากจะเป็นผลักดันท้องฟ้าในกรุงเทพฯ ให้มีความสดใส ยังช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นเฟ้นมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมภายประเทศให้ไทยเป็นเมืองเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมกันนั้นเอง เพื่อบรรลุนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก และเสริมสร้างซอฟต์พาวเวอร์ของไทยให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองและส่งเสริมการค้าการลงทุนจากประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงอย่างเกาหลีใต้นั้น สถานเอกอัครราชทูตฯ มีกำหนดการจัดงาน Sawasdee Seoul Thai Festival: T-POP Story 2024 ระหว่างวันที่ 5-6 ตุลาคม ที่ซองกเยพลาซ่า เพื่อนำพา local สู่ global เชื่อมไทยสู่โลกเชื่อมโลกสู่ไทย โดยจะเป็นโอกาสให้ชาวเกาหลีใต้ได้เพลิดเพลินไปกับอาหารไทยรสเลิศ ภูมิปัญญาการนวดแผนไทย สินค้าไทย รวมถึงดื่มด่ำไปกับการแสดงจากศิลปิน T-POP ชื่อดัง อีกด้วย

การจัดการบรรยายและกิจกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายทางการทูตของไทยได้รับการออกแบบและวางแผนมาเป็นอย่างดี เพื่อที่จะขับเคลื่อนไทยให้เป็นประเทศที่มั่นคงด้วยภาพลักษณ์อันสง่างาม มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ต่อไป