ฮุน มาเนต: จิ๊กซอว์สำคัญของการเจรจา OCA ไทย-กัมพูชา
ในระหว่างการอธิปรายนโยบายของรัฐบาลในที่ประชุมสภาเมื่อวันที่ 13 กันยายน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวถึงความสำคัญของการนำทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ซับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาขึ้นมาใช้ เพราะจะทำให้ไทยมีความมั่นคงทางพลังงานและราคาไฟฟ้าต่ำกว่า 3.50 บาทต่อหน่วย ทำให้นึกถึงปมปัญญาคาราคาซังในเรื่องการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ซึ่งแทบจะไม่มีความคืบหน้าใดๆ นับตั้งแต่ที่ไทยและกัมพูชาลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อปี 2001
ทั้งนี้ การเจรจาหาข้อยุติข้อพิพาทเขตแดนดูจะมีความหวังมากขึ้น หลังจากที่พรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ ชินวัตร กลับเข้าสู่อำนาจ ขณะที่นายฮุน มาเนต รับช่วงต่อจากสมเด็จฯฮุนเซน บิดาของเขา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเป็นที่รู้กันดีถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยมีการคาดการณ์ว่าใต้ท้องทะเลของพื้นที่ทับซ้อน 26,000 ตร.กม. เป็นแหล่งปิโตรเลียมจำนวนมหาศาล จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะเพิ่มปริมาณก๊าซสำรองเพิ่มเติมจากในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย และทำให้กัมพูชาลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างชาติเพียงอย่างเดียวด้วย
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศร่วมกับนายฮุน มาเนตว่า ไทยและกัมพูชาตกลงกันว่าจะกระชับความร่วมมือด้านพลังงาน โดยจะใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน และกำลังเร่งมือเพื่อดำเนินการเจรจา ขณะที่นายทักษิณได้พูดถึงเรื่องนี้ในงาน Nation TV Dinner Talk ด้วยเช่นกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าทางรัฐบาลไทยและกัมพูชาอาจได้พูดคุยในเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวบ้างแล้ว เพราะคงไม่สามารถพูดขึ้นมาลอยๆ ได้โดยแน่ เนื่องจากประเด็นการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนเป็นเรื่องเปราะบาง แสดงให้เห็นว่าการบรรลุข้อตกลงในการพัฒนาพื้นที่ร่วมดูเหมือนจะใกล้ความจริงมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในเรื่องนี้ ก็คือนายฮุน มาเนตเอง ว่าเขาจะยอมประนีประนอมเพียงพอในการเจรจาเพื่อหาทางออก และร่วมแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันของสองประเทศหรือไม่ ซึ่งโดยปกติการเจรจาก็ใช้เวลานานอยู่แล้ว และหลังจากนั้นก็ใช่ว่าจะสามารถนำทรัพยากรมาใช้ได้ทันที กว่าจะสำรวจ กว่าจะดำเนินการขุดเจาะ คงใช้เวลาร่วม 10 ปี หรือในท้ายที่สุดแล้วไทยจะสูญเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่นี้

