ชาวศรีลังกาเข้าคูหา เลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกตั้งแต่วิกฤตศก.
สำนักข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีรายงานว่า ชาวศรีลังกาหลายล้านคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดี ในวันที่ 21 กันยายน ถือเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดของศรีลังกาในปี 2022 ที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่จนนายโคฐาภยะ ราชปักษะ ต้องลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในศรีลังกามีจำนวนกว่า 17 ล้านคน ต้องเข้าคูหาเลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างนายรานิล วิกรมสิงเห ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ที่มีคะแนนนิยมสูสีกับนายซาจิต พรีมาดาซา ผู้นำฝ่ายค้าน และนายอนุรา กุมาร ดิสซานายาเก
การออกมาใช้สิทธิของชาวศรีลังกาเป็นไปอย่างสงบ และมีหลายคนออกมาต่อคิวที่หน้าคูหาเลือกตั้งซึ่งมีการเปิดให้ใช้สิทธิตั้งแต่เวลา 7.00 น. ถึงเวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และมีคูหาเลือกตั้งกว่า 13,000 แห่งทั่วประเทศ หลังการปิดคูหาจะมีการนับคะแนนและคณะกรรมการการเลือกตั้งคาดว่าจะประกาศผู้ชนะการเลือกตั้งในวันที่ 22 กันยายนนี้ แต่อาจมีการเลื่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการหากคะแนนระหว่างผู้สมัครออกมาสูสี
ประธานาธิบดีวิกรมสิงเหดำรงตำแหน่งมานาน 2 ปี และทำให้ศรีลังกามีความสงบอีกครั้งหลังการประท้วงใหญ่จากปัญหาเศรษฐกิจในปี 2022 เขากล่าวหลังออกมาใช้สิทธิว่า “ผมได้นำประเทศนี้ออกจากการล้มละลาย และตอนนี้ผมจะทำให้ศรีลังกามีเศรษฐกิจ ระบบสังคม และระบบการเมืองที่พัฒนา” อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีและการใช้มาตรการอื่นๆ เพื่อให้ได้เงินช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ส่งผลให้ชาวศรีลังกาหลายล้านคนประสบปัญหาค่าครองชีพสูงภายใต้การนำของประธานาธิบดีวิกรมสิงเห
ด้านนายดิสซานายาเกกล่าวหลังออกมาใช้สิทธิว่า นี่คือการเลือกตั้งที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของศรีลังกา ประชาชนออกมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก เขาได้ให้คำมั่นว่าจะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมืองในประเทศที่มีการคอร์รัปชั่น ดิสซานายาเกมั่นใจว่าเขาจะชนะการเลือกตั้งโดยบอกว่าหลังการชนะการเลือกตั้ง ไม่ควรมีการปะทะและความรุนแรง ศรีลังกาต้องการวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่
ขณะที่นายพรีมาดาซาก็คิดว่าจะมีผลการเลือกตั้งที่ดีเช่นกัน เขามีนโยบายว่าจะปราบปรามการคอร์รัปชั่น ทั้งเขาและดิสซานายาเกมีนโยบายว่าจะเจรจาเงื่อนไขกับไอเอ็มเอฟใหม่ในเรื่องเงินช่วยเหลือ ผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีศรีลังกาจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับตลาดและดึงดูดนักลงทุน รวมถึงช่วยให้ประชาชนในประเทศ 25% ออกจากวิกฤตความยากจน

