ให้การทูตเป็นเครื่องมือ เปลี่ยนรากหญ้าเป็นรากแก้ว
หากจะเปรียบประเทศเป็นต้นไม้ ประชาชนก็เปรียบเสมือนราก เมื่อรากแข็งแรง ต้นไม้ก็จะมั่นคง สง่างามและโดดเด่นท่ามกลางต้นไม้ต้นอื่น ๆ โดยต้นไม้นั้นจะเติบโตสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เมื่อมีผู้ที่ชำนาญการในการบำรุง รักษาดูแลต้นไม้อย่างมืออย่างชีพ
เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงวิสัยทัศน์และแถลงนโยบายการต่างประเทศของไทยในงาน Meet the Press #2 หลังจากที่เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลของ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยนายมาริษได้ให้นิยามนโยบายต่างประเทศว่าเป็น “การทูตเพื่อประชาชน” และ “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายภายนอกประเทศให้สอดคล้องกับผลประโยชน์สูงสุดอันเป็นรูปธรรมที่ประชาชนจะได้รับ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า การดำเนินการทางการทูตถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการกับอุปสรรคที่ขัดขวางความอยู่ดีกินดีของประชาชน รวมถึงเป็นกลยุทธ์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผู้ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และเป็นการทำให้ “ราก” นั้นแข็งแรง เพื่อให้ “ต้นไม้” เขียวชอุ่มงดงามอย่างยั่งยืนต่อไป
อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน “ราก” เผชิญกับความท้าทายหลากหลายที่ทำให้อ่อนแอลง คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาข้ามพรมแดนหลายรูปแบบ อาทิ ปัญหายาเสพติด การบริหารจัดการน้ำ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฝุ่น PM 2.5 และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยนายมาริษมุ่งเน้นที่จะใช้วิถีทางการทูตในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้ ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 9 เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ไทยได้ผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เป็นมิตรต่อการท่องเที่ยวและการอยู่อาศัย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการเพิ่มการตรวจลงตราประเภทใหม่ Destination Thailand Visa (DTV) ด้วย
การตรวจลงตราประเภทใหม่นี้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวพำนักอยู่ในไทยได้ถึง 180 วัน และต่อได้อีก 180 วัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ให้เกิดการหมุนเวียนและทำให้เศรษฐกิจเติบโต เม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ประเทศนี้ก็เปรียบเสมือน “น้ำ” ที่จะบำรุงและรักษา “ราก” ให้แข็งแรงและสามารถฟื้นคืนจากผลกระทบต่าง ๆ ได้ โดยในขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งผลักดันนโยบาย Six Countries, One Destination กับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาที่เอเชียอาคเนย์ด้วยวีซ่าร่วม โดยมีโครงสร้างพื้นฐาน อย่าง รถไฟฟ้าไทย-ลาว-จีน ช่วยส่งเสริม
นายมาริษกล่าวว่า การเพิ่มการตรวจตราประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพและมีทักษะความรู้ ซึ่งจะช่วยพัฒนาและขับเคลื่อนการเติบโตของสังคมไทย และเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยซึ่งเป็นความมั่นคงของประเทศ และในขณะที่ไทยขับเคลื่อนบทบาทในการเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวในภูมิภาคนั้น กลไก Electronic Travel Authorization (ETA) ถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบการกระทำที่เป็นการละเมิดกฎหมายหรือส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย
การส่งเสริม Soft Power เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญ สินค้า OTOP ซึ่งมีเอกลักษณ์ของความเป็นไทยถูกกำหนดให้เป็นทรัพยากร และทางกระทรวงจะใช้การจัดงานเทศกาลไทย ดำเนินการโดยสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศต่าง ๆ เป็นวิธีการในการผลักดัน Soft Power ของไทยให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งงานเทศกาลไทยนี้จะเป็นสะพานเชื่อมให้สินค้าท้องถิ่นไทยไปสู่สากล รวมถึงเป็นการเปิดประตูให้ชาวต่างชาติได้ชื่นชมความเป็นไทย เป็นสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความนิยมของไทยในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศเอง
ปรากฎการณ์โลกาภิวัฒน์ส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นและมีคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศจำนวนมากอยู่เป็นประจำ นายมาริษระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศมีภารกิจในการดูแลและคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงมีความมุ่งมั่น ความตั้งใจและตื่นตัวในเรื่องนี้อยู่เสมอ ตามคำกล่าวที่ว่า “พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินที่กระทรวงการต่างประเทศ” เพราะมีสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่อยู่ทั่วโลก อีกทั้งยังมี hotline ที่พร้อมช่วยเหลือประชาชนในทุกเวลา
นายมาริษเล่าว่า ความสำเร็จในการช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยในอิสราเอลจำนวน 23 ราย กลับสู่ประเทศไทยอย่างปลอดภัยเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจของกระทรวงการต่างประเทศอย่างยิ่ง โดยเรื่องนี้มีปัจจัยสำคัญคืออัตลักษณ์ทางการทูตของไทย ที่เป็นมิตรกับทุกประเทศและไม่เป็นศัตรูกับใคร ซึ่งทำให้ไทยสามารถเจรจาได้กับทุกประเทศ
“ต้นไม้” จะสามารถเติบใหญ่สวยงามได้ จะต้องมีปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสม นายมาริษกล่าวว่า เป้าหมายของนโยบายการต่างประเทศที่สำคัญอีกหนึ่งประการคือการส่งเสริมความมั่นคง ไปพร้อมกับความมั่นคั่ง เหตุการณ์ความไม่สงบในเมียนมาส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนไทย-เมียนมาอย่างมาก โดยกระทรวงการต่างประเทศมุ่งมั่นที่จะเร่งผลักดันให้เกิดความสงบสุขในเมียนมาอย่างเร็วที่สุดเพื่อให้การค้าขายสามารถดำเนินต่อไปได้ นายมาริษระบุอีกว่า ไทยพร้อมที่จะเข้าไปบูรณะทางหลวงสายเอเชีย 1 (AH1) ที่ได้รับความเสียหายหลังจากเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ ซึ่งทำให้การขนส่งสินค้าหยุดชะงัก โดยในการประชุมสามฝ่ายระหว่างไทย อินเดียและเมียนมา ในห้วงการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศบิมสเทคอย่างไม่เป็นทางการ (BIMSTEC Retreat) อินเดียตอบรับในเรื่องนี้เป็นอย่างดี โดยเรื่องนี้สอดคล้องกับความตั้งใจของอินเดียในการเชื่อมทางหลวงดังกล่าวเข้ากับทางหลวงไตรภาคีอินเดีย–พม่า–ไทยด้วย
ไทยผลักดันให้เกิดความสงบสุขในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างครั้งล่าสุด ไทยเข้าร่วมประชุม 4 ฝ่าย ซึ่งมีเมียนมา ลาวและจีน ร่วมประชุม โดยมีเรื่องความไม่สงบสุขในเมียนมาเป็นหนึ่งในประเด็นหารือสำคัญ อีกทั้งในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) ไทยได้รับการสนับสนุนให้เข้าไปมีส่วนร่วมใน ASEAN Troika Plus เนื่องทุกประเทศเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหา โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในปลายปีนี้ด้วย
นอกจากเมียนมาแล้วนั้น มาเลเซียเป็นหนึ่งประเทศที่มีชายแดนติดกับทางตอนใต้ของไทย นายมาริษเล่าว่าเขาได้หารือกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นฟ้องในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนายางและอาหารฮาลาล ซึ่งการนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนระหว่างสองประเทศ

นายมาริษเน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับอาเซียน รวมถึงสถานะในการเป็นผู้สนับสนุนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยรัฐบาลไทยได้มอบเงินทุน 9 ล้านบาทแก่ศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ (AHA Center) ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง (AMM/PMC) ที่ผ่านมา
อนึ่ง สามารถสังเกตได้ว่านโยบายการประเทศในยุคของนายมาริษคำนึงถึงการเข้าถึงแก่นรากของปัญหาอย่างแท้จริง โดยเขาได้ลงพื้นที่ด้วยตนเองและพูดคุยกับ สส. เพื่อให้เห็นสภาพปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานอย่างบูรณาการเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ นายมาริษระบุว่า นโยบายการต่างประเทศถูกขับเคลื่อนแบบเชิงรุกในการผลักดันให้เกิดการลงนามบันทึกความตกลงต่าง ๆ โดยได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วน เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกระทรวงพาณิชย์ เขาเล่าอีกว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาได้พบหารือกับสภาอุตสาหกรรม รวมถึงสภาหอการค้า เพื่อให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายของการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานเป็นอีกหนึ่งกระทรวงที่กระทรวงการต่างประเทศทำงานร่วมด้วย เพื่อให้ความช่วยเหลือกับคนไทยที่ต้องการไปประกอบอาชีพที่ต่างประเทศอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี
การแสดงวิสัยทัศน์ในการของนายมาริษในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า นโยบายการต่างประเทศไม่ได้เป็นเรื่องระหว่างไทยและต่างชาติเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดให้กับคนในประเทศ เป็นการดูแลรากและสร้างรากฐานของต้นไม้ให้มั่นคง ซึ่งจะช่วยพยุงลำต้นให้ตั้งตรงอย่างสง่างามและยั่งยืนตลอดไป

