หน้าแรก ต่างประเทศ กางกฎกติกา-สม...

กางกฎกติกา-สมรภูมิชี้ชะตา ศึกเลือกตั้งปธน.สหรัฐ 2024

4.10.24 | 12:00 น.

กางกฎกติกา-สมรภูมิชี้ชะตา ศึกเลือกตั้งปธน.สหรัฐ 2024

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จัดขึ้นทุก 4 ปี เวียนมาถึงอีกครั้งในปี 2024 ที่กำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้เป็นสนามเลือกตั้งที่ทั่วโลกต่างจับจ้องให้ความสนใจมากที่สุดสนามหนึ่ง เพราะใครก็ตามที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำชาติมหาอำนาจโลกแห่งนี้ย่อมจะส่งอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางโลกอย่างมีนัยสำคัญจากการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่สามารถส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกหรือเชิงลบต่อนานาประเทศได้ รวมถึงไทยเราด้วย

โอกาสนี้เรามารื้อฟื้นทำความเข้าใจกับระบบเลือกตั้งสหรัฐที่จัดว่ามีกฎกติกาค่อนข้างซับซ้อนมากระบบหนึ่ง เป็นการปูพื้นกันก่อนว่ามีกระบวนการขั้นตอนอย่างไร ก่อนวันชี้ชะตาจะมาถึงว่าผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนใดที่จะเป็นฝ่ายคว้าชัยไปครองระหว่าง “คามาลา แฮร์ริส” รองประธานาธิบดีและผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต กับ “โดนัลด์ ทรัมป์” อดีตประธานาธิบดีและผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน

ตามกฎหมายเลือกตั้งสหรัฐกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นพลเมืองสหรัฐที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 240 ล้านคน จากประชากรกว่า 333 ล้านคน ที่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้ตามที่แต่ละรัฐกำหนด หรือจะไปใช้สิทธิโหวต ณ คูหาเลือกตั้งที่กำหนดไว้ทั่วประเทศในวันเลือกตั้ง 5 พฤศจิกายน ซึ่งจะมีการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและผู้ว่าการรัฐไปพร้อมกันด้วย โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องทำการลงทะเบียนก่อนเพื่อใช้สิทธิและผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังสามารถส่งบัตรลงคะแนนเสียงผ่านทางไปรษณีย์ก่อนจะมีการนำไปนับคะแนนได้ด้วย

ส่วนผู้จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจะต้องเป็นพลเมืองอเมริกันโดยกำเนิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี มีถิ่นที่อยู่ในสหรัฐถูกต้องตามกฎหมายไม่ต่ำกว่า 14 ปี และไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกินกว่า 2 วาระ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจะตัดสินชัยชนะผ่านจำนวนผู้แทนในคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ที่มีทั้งสิ้น 583 เสียง ไม่ใช่ด้วยคะแนนดิบทั่วประเทศ (Popular Vote) โดยแต่ละรัฐจะมีจำนวนผู้เลือกตั้งเท่ากับจำนวนสมาชิกผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามสัดส่วนที่นั่งของรัฐนั้นๆ ในสภาคองเกรส ผู้สมัครชิงตำแหน่งคนใดที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดของรัฐนั้นจะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งตามสัดส่วนในรัฐนั้นทั้งหมด หรือที่เรียกว่า winner take all ผู้สมัครที่คว้าคะแนนเสียงผู้เลือกตั้งได้อย่างน้อยกว่า 270 เสียงไปก่อน ก็จะกลายเป็นผู้ชนะ แม้ผู้สมัครอีกคนอาจมีคะแนนดิบทั่วประเทศมากกว่า เช่นในการเลือกตั้งปี 2000 และปี 2016

Advertisement

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐทุกสมัย จะมีรัฐที่จัดเป็น “สะวิงสเตต” หรือรัฐสมรภูมิ ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นพื้นที่ที่ประชากรมีความคิดทางการเมืองแตกต่างกันในจำนวนใกล้เคียงกัน จึงทำให้ผู้สมัครจากทั้งสองพรรคอาจมีความนิยมสูสีกัน สะวิงสเตตจึงถูกมองเป็นตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินพลิกชะตาของผู้สมัครที่จะก้าวสู่เส้นชัยทำเนียบขาวได้ ทำให้ผู้สมัครทั้งสองพรรคต่างทุ่มเทสรรพกำลังเต็มสูบในการรณรงค์หาเสียง เพื่อช่วงชิงเสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครมาโหวตให้กับตน
ปีนี้รัฐที่จัดเป็นสะวิงสเตต ประกอบด้วย 7 รัฐ ได้แก่ แอริโซนา จอร์เจีย มิชิแกน นอร์ทแคโรไลนา เพนซิลเวเนีย และวิสคอนซิน ซึ่งมีคะแนนเสียงผู้เลือกตั้ง หรืออิเล็กทอรัลโหวต (Electoral Vote) รวมกันทั้งสิ้น 93 เสียง

รัฐแอริโซนา (11 เสียง) มีการสะวิงมาแล้วจากทรัมป์ที่คว้าชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 มาเป็น โจ ไบเดน ที่เฉือนชนะทรัมป์ในรัฐนี้ไปเฉียดฉิวในการเลือกตั้งปี 2020 แอริโซนามีพรมแดนติดเม็กซิโกยาวหลายร้อยไมล์ ทำให้การหลั่งไหลของผู้อพยพ เป็นประเด็นสำคัญที่เป็นข้อห่วงกังวลอันดับต้นๆ ของผู้มีสิทธิโหวตที่นี่ ทรัมป์มักหยิบเรื่องนี้มาโจมตีแฮร์ริสบ่อยๆ โดยอ้างว่าล้มเหลวในการบรรเทาวิกฤตผู้อพยพทั้งๆ ที่ได้รับมอบภารกิจนี้ให้ดูแลจากไบเดน ขณะที่ทรัมป์ให้คำมั่นว่าหากชนะเลือกตั้ง จะทำการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายออกไปครั้งประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ การเข้าถึงการทำแท้งยังเป็นอีกเรื่องสำคัญที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้คนที่นี่

รัฐจอร์เจีย (16 เสียง) เป็นอีกสมรภูมิเดือดที่ต้องจับตา หลังไบเดนคว้าชัยเหนือทรัมป์ได้ในการเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่เป็นชัยชนะสำคัญของผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตเป็นครั้งแรกนับจากบิล คลินตัน ในปี 1992 แต่ทรัมป์และทีมงานพยายามขัดขวางผลการเลือกตั้งดังกล่าว จนทำให้ทรัมป์ยังต้องสู้คดีความในชั้นศาลจนถึงตอนนี้ในข้อกล่าวหาแทรกแซงการเลือกตั้ง 1 ใน 3 ของประชากรในจอร์เจียเป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกัน หนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรผิวสีมากที่สุดในสหรัฐ และถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญในการทำให้ไบเดนพลิกคว้าชัยเหนือทรัมป์ ก่อนหน้านี้มีแนวโน้มว่าความนิยมของไบเดนในหมู่ชนผิวสีลดลงไป แต่ทีมหาเสียงของแฮร์ริสหวังว่าจะปลุกเร้าผู้มีสิทธิโหวตในสมรภูมินี้มายืนฝั่งตนได้

รัฐมิชิแกน (15 เสียง) การแข่งขันในสมรภูมินี้จัดว่าคาดเดาได้ยาก ในการเลือกตั้งครั้งก่อน มิชิแกน เป็น 1 ใน 3 สะวิงสเตต ที่ก่อตัวเป็นกำแพงสีน้ำเงินให้ไบเดนในศึกเลือกตั้งปี 2020 แต่เป็นกำแพงสีแดงในปี 2016 ให้ทรัมป์ที่ชนะนางฮิลลารี คลินตัน จากเดโมแครต โพลสำรวจชี้ว่าเศรษฐกิจ เป็นประเด็นที่กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในมิชิแกนให้ความสำคัญมากที่สุด ชนชั้นแรงงานยังเป็นตัวแปรสำคัญของผู้สมัครในการจะคว้าชัยที่นี่ด้วย เรายังเห็นปฏิกิริยาตีกลับของการสนับสนุนสงครามในฉนวนกาซาในรัฐมิชิแกนที่มีสัดส่วนชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับมากที่สุด เห็นได้จากการเลือกตั้งรอบไพรมารีของพรรคเดโมแครตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ผู้มีสิทธิโหวตมากกว่า 100,000 คน เลือกไม่แสดงการสนับสนุนคนใด (uncommitted) ส่วนหนึ่งของการกดดันให้รัฐบาลไบเดนยุติการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล ขณะทรัมป์เน้นย้ำถึงความสำคัญของรัฐมิชิแกนบนเส้นทางสู่ชัยชนะของเขา โดยเรียกร้องให้อิสราเอลยุติสงครามกาซา ด้วยการบอกให้จบทุกอย่างโดยเร็ว

รัฐเนวาดา (6 เสียง) แม้จะเป็นรัฐที่กุมเสียงผู้เลือกตั้งในสัดส่วนน้อยที่สุดในบรรดา 7 รัฐสะวิงสเตต แต่ความสำคัญของเนวาดาก็ไม่ได้ด้อยลงไปด้วย ประชากรในรัฐนี้มากกว่า 30% เป็นชาวฮิสแปนิก
ซึ่งโพลชี้ว่าผู้คนที่นี่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจปากท้องเป็นเรื่องใหญ่กว่าการอพยพ

รัฐนอร์ทแคโรไลนา (16 เสียง) จากการวิเคราะห์ของ U.S. News มองว่ามีแนวโน้มเอนเอียงไปทางรีพับลิกัน แต่เสียงก็ยังแกว่ง ในศึกเลือกตั้งปี 2020 ทรัมป์เฉือนชนะไบเดนที่นี่เพียงแค่ 1.3% ขณะโพลสำรวจครั้งล่าสุดชี้ว่าการแข่งขันเป็นไปอย่างสูสี หลังเดโมแครตเปลี่ยนม้ากลางศึกจากไบเดนมาเป็นแฮร์ริส พรรคเดโมแครตหวังว่านอร์ทแคโรไลนาจะกลายเป็นเหมือนรัฐจอร์เจียที่พลิกกลับมามอบชัยชนะให้กับผู้สมัครเดโมแครต

รัฐเพนซิลเวเนีย (19 เสียง) มีคะแนนผู้เลือกตั้งมากเป็นอันดับ 5 ของรัฐทั้งหมดและสูงที่สุดในบรรดาสะวิงสเตตด้วยกัน ในศึกเลือกตั้งปี 2020 ที่นี่ก่อตัวเป็นกำแพงสีน้ำเงินให้ไบเดน ที่นับเป็นลูกหลานของคนที่นี่จากการมีภูมิลำเนาเกิดในเมืองสแครนตัน แต่ไบเดนเฉือนชนะทรัมป์ไปเพียงแค่ 1.2% โดยก่อนหน้านั้นทรัมป์เอาชนะฮิลลารีที่นี่ในศึกเลือกตั้งปี 2016 ทรัมป์ยังหวิดเอาชีวิตมาทิ้งที่เพนซิลเวเนียจากการเผชิญการถูกลอบสังหาร โดยทั้งทรัมป์และแฮร์ริสต่างยังแข่งกันหาเสียงอย่างไม่ลดละโดยมีประเด็นเศรษฐกิจเป็นเรื่องหลักใหญ่

รัฐวิสคอนซิน (10 เสียง) เป็นอีกรัฐลุ้นระทึก การโหวตเลือกประธานาธิบดีเกือบจะทุกรอบนับจากต้นศตวรรษนี้ถูกชี้ขาดด้วยเสียงห่างกันไม่ถึง 1% ครั้งหนึ่งวิสคอนซินถือเป็นพื้นที่กำแพงสีน้ำเงินที่เชื่อได้ของพรรคเดโมแครต จนทรัมป์มาทลายความเชื่อนั้นด้วยการคว้าชัยไปในปี 2016 ก่อนไบเดนพลิกกลับมาชนะทรัมป์หวุดหวิดในปี 2020 ศึกเลือกตั้งครั้งนี้แฮร์ริสหวังว่าเธอจะช่วยฟื้นกำแพงสีน้ำเงิน ขณะทรัมป์ตั้งเป้าจะทำลายกำแพงสีน้ำเงินเหมือนที่เคยทำได้มาแล้ว

สำหรับผลการเลือกตั้งส่วนใหญ่มักจะทราบผู้ชนะอย่างไม่เป็นทางการในคืนวันเลือกตั้ง กระนั้นก็ดี จากผลโพลที่ชี้ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้น่าจะมีคะแนนสูสีกันมากว่าที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ ผลการนับคะแนนอาจกินเวลานานกว่าปกติ

จากนั้นในวันที่ 17 ธันวาคม คณะผู้เลือกตั้งใน 50 รัฐและเขตปกครองพิเศษโคลัมเบียจะประชุมกันในรัฐของตน เพื่อลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี โดยแต่ละรัฐจะต้องส่งผลการลงคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งให้กับประธานวุฒิสภาและนักจดหมายเหตุ และจะมีการนับคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งอย่างเป็นทางการในสภาคองเกรสในวันที่ 6 มกราคม 2025 ประธานวุฒิสภาจะเป็นผู้ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และผู้ชนะจะเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2025 ที่อาคารรัฐสภา