หมายเหตุ – ศูนย์ข้อมูลมติชน (Matichon Information Center) หรือ MIC ได้รวบรวมข้อมูลจากเพจ voanews และเพจ opensecrets บรรดาผู้สนับสนุนรายใหญ่ในศึกเลือกตั้งสหรัฐ 2024 ระหว่าง “คามาลา แฮร์ริส” และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ดังนี้
ใครที่ติดตามข่าวการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ มักจะพบกับคำว่า “ผู้บริจาค” กันเป็นประจำ
“ผู้บริจาค” ที่ว่านี้ มี 2 ส่วนคือ กลุ่มผลประโยชน์และคณะกรรมการดำเนินการทางการเมือง (Political Action Committees หรือ PACs) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง
องค์กรเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อกระบวนการทางการเมือง โดยการระดมทุนสนับสนุนผู้สมัคร และผลักดันนโยบายที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพวกเขา
เริ่มจากกลุ่มผลประโยชน์ คือ องค์กรที่รวมตัวกันเพื่อผลักดันนโยบายหรือผลประโยชน์เฉพาะ ซึ่งอาจเป็นผลประโยชน์ทางธุรกิจ สังคม หรือการเมือง
ตัวอย่างเช่น สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ สมาคมผู้ค้าส่งเบียร์แห่งชาติ สมาคมสหกรณ์เครดิตแห่งชาติ คณะกรรมการกิจการสาธารณะอเมริกัน-อิสราเอล สมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์แห่งชาติ สมาคมธนาคารอเมริกัน สมาคมไรเฟิลแห่งชาติ สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา สหพันธ์ครูอเมริกัน สมาคมอเมริกันเพื่อผู้เกษียณอายุ กรีนพีซ หรืออาจจะเป็นบริษัท องค์กรเดี่ยวๆ ก็ย่อมได้ เป็นต้น
ในขณะที่ PACs เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนและบริจาคเงินให้กับผู้สมัครทางการเมืองหรือพรรคการเมือง โดยเฉพาะ PACs มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางระหว่างผู้บริจาครายใหญ่และผู้สมัครทางการเมือง
กลุ่มผลประโยชน์มีประวัติอันยาวนานในการเมืองอเมริกัน แต่ PACs เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1940 เมื่อสหภาพแรงงานเริ่มระดมทุนเพื่อสนับสนุนผู้สมัครที่เป็นมิตรกับแรงงาน ต่อมาในปี 1974 กฎหมาย Federal Election Campaign Act ได้กำหนดกฎเกณฑ์สำหรับ PACs อย่างเป็นทางการ เพื่อให้อยู่ในสายตาของกฎหมาย มีการวิวัฒนาการเกิดเป็น Super PACs ที่สามารถระดมทุนและใช้จ่ายเงินได้ไม่จำกัด แต่ต้องดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากผู้สมัครหรือพรรคการเมือง
บริษัทใหญ่ของสหรัฐ จึงมักจะจัดตั้ง PACs ซึ่งไม่ใช่เพื่อการเมืองในสหรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในประเทศต่างๆ ที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจ เพื่อ “การประสานกับภาครัฐในการกำหนดนโยบายสาธารณะ” โดยอาจจะให้ขึ้นตรงกับ รองประธานฝ่ายรัฐกิจ/องค์กรสัมพันธ์ และที่ปรึกษาด้านกฎหมายที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเป็นการชิงชัยกันระหว่าง 2 ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน คามาลา แฮร์ริส และ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็มีทั้ง PACs และ Super PACs ซึ่งต่างระดมทุนกันคึกคัก (ตามตาราง โดยนำเสนอเฉพาะ PACs สนับสนุน 5 อันดับแรก ข้อมูลสิ้นสุด ณ 20 กันยายน 2024 ที่มา : Behind the Candidates: Campaign Committees and Outside Groups/เพจ opensecrets.org)
PACs-Super PACs ของ คามาลา แฮร์ริส อาทิ Harris for President, Future Forward USA, American Bridge 21st Century, The Lincoln Project, Democratic Victory PAC PACs-Super PACs ของ โดนัลด์ ทรัมป์ อาทิ Donald J Trump for President 2024, Make America Great Again Inc, Save America, Right for America, Make America Great Again PAC
กลุ่มผลประโยชน์และ PACs สามารถสร้างอิทธิพลในการเลือกตั้งผ่านหลายช่องทาง
หนึ่ง การบริจาคเงิน : PACs สามารถบริจาคเงินโดยตรงให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย สอง การใช้จ่ายอิสระ : Super PACs สามารถใช้จ่ายเงินไม่จำกัดในการโฆษณาสนับสนุนหรือต่อต้านผู้สมัคร สาม การล็อบบี้ : กลุ่มผลประโยชน์ใช้ทรัพยากรในการโน้มน้าวนักการเมืองและผู้กำหนดนโยบาย และสี่ การระดมมวลชน : องค์กรเหล่านี้สามารถระดมสมาชิกและผู้สนับสนุนให้ออกมาลงคะแนนเสียง
ในขณะที่อิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์และ PACs มีผลกระทบหลายด้านต่อการเลือกตั้ง
หนึ่ง การกำหนดวาระทางการเมือง : กลุ่มเหล่านี้สามารถผลักดันประเด็นเฉพาะให้เป็นจุดสนใจในการรณรงค์ สอง การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน : ผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่มีอำนาจมักมีทรัพยากรมากกว่าในการรณรงค์ สาม การเข้าถึงนักการเมือง : การสนับสนุนทางการเงินอาจนำไปสู่การเข้าถึงและมีอิทธิพลต่อนักการเมืองที่ได้รับเลือก สี่ ผลต่อนโยบาย : นโยบายที่ผ่านการออกกฎหมายอาจได้รับอิทธิพลจากกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดข้อถกเถียง และความท้าทายตามมา หนึ่ง ความเท่าเทียมทางการเมือง : มีข้อกังวลว่าระบบปัจจุบันให้อำนาจมากเกินไปกับผู้ที่มีทรัพยากรทางการเงิน สอง ความโปร่งใส : แม้จะมีข้อกำหนดให้เปิดเผยข้อมูล แต่ยังมีช่องทางที่องค์กรเหล่านี้สามารถปกปิดแหล่งที่มาของเงินทุนได้ สาม การแทรกแซงจากต่างชาติ : มีความกังวลเกี่ยวกับการใช้กลุ่มผลประโยชน์และ PACs เป็นช่องทางสำหรับอิทธิพลจากต่างประเทศ สี่ ความเชื่อมั่นของประชาชน : อิทธิพลที่มากเกินไปของกลุ่มเหล่านี้อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบประชาธิปไตย
ล่าสุด Center for Responsive Politics ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตันและทำหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางเงินเข้า-ออกภาคการเมืองของประเทศ เปิดเผยว่า เงินที่มาจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรรวมทั้งกลุ่มและองค์กรที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมืองทำการบริจาคเงินให้กับโครงการหาเสียงในปีนี้มากขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์
เม็ดเงินที่เพิ่มสูงขึ้นนี้อาจส่งผลต่อทิศทางของการเมืองในประเทศโดยที่ประชาชนไม่รู้ตัวเลย จนทำให้มีการเรียกงบอุดหนุนที่ไม่เปิดเผยที่มาชัดเจนนี้ว่าเป็น Dark Money หรือ “เงินมืด”
ไมเคิล เบ็คเคล ผู้อำนวยการงานด้านวิจัยแห่ง Issue One กล่าวว่า การที่สาธารณชนไม่ทราบที่มาของเม็ดเงินเหล่านี้ เพียงเพราะช่องว่างทางกฎหมาย อาจกลายมาเป็นหนทางที่ผู้ไม่ประสงค์ดีนอกสหรัฐใช้ในการแทรกแซงการเลือกตั้งได้ และจุดนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่รุนแรง และควรได้รับการแก้ไขโดยด่วน
กลุ่มผลประโยชน์และ PACs มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของการเลือกตั้งและการเมืองในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าองค์กรเหล่านี้จะมีส่วนสำคัญในการเป็นตัวแทนของกลุ่มต่างๆ ในสังคม แต่อิทธิพลที่มากเกินไปก็สร้างความท้าทายต่อหลักการประชาธิปไตยและความเท่าเทียมทางการเมือง การสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองและการป้องกันการครอบงำของกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจจะเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาระบบการเมืองไม่ว่าจะของสหรัฐอเมริกาและไทยต่อไปในอนาคต

