เปรียบมวยคู่ชิง ปธน.สหรัฐ ศึกแย่งบัลลังก์ทำเนียบขาว
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2024 ถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่ขับเคี่ยวกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ขอหวนขึ้นเวทีกอบกู้ศักดิ์ศรีหลังจากที่เขาพ่ายแพ้ต่อนายโจ ไบเดน เมื่อปี 2020 ขณะที่นางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี แบกเกียรติยศของพรรคเดโมแครตไว้หลังจากที่ไบเดนทำภาพลักษณ์ของพรรคยับเยิน จนทำให้ต้องเปลี่ยนตัวผู้ลงสนาม และแม้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 1 เดือน ผลโพลทุกเจ้าแสดงให้เห็นว่าคะแนนนิยมของทั้งคู่ยังสูสี และไม่สามารถฟันธงได้เลยว่าผู้ชนะจะเป็นใคร
การลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีหลายปัจจัยที่เป็นอิทธิพล 2 ด้าน คือปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อความเป็นตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อาทิ เชื้อชาติศาสนา เพศ และสังคมที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาที่จะผูกเข้ากับอัตลักษณ์ของพรรคการเมืองแต่ละพรรค ขณะเดียวกันปัจจัยภายนอกซึ่งก็คือปัญหาทางสังคมที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเผชิญในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง โดยมักจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ กระแสเรียกร้องสิทธิทางสังคม รวมถึงอิทธิพลจากกลยุทธ์ที่พรรคการเมืองใช้ระหว่างการรณรงค์หาเสียง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้ง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใด (undecided voters) เป็นเป้าหมายหลักของนักการเมืองที่จะงัดกลยุทธ์ทุกวิถีทางมาซื้อใจให้ลงคะแนนในโค้งสุดท้ายนี้
การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐดำเนินมาอย่างเข้มข้น ทั้งทรัมป์และแฮร์ริส ต่างก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง สำหรับทรัมป์เรียกได้ว่านโยบายความมั่นคงเป็นอาวุธสำคัญของเขา ในมิติเศรษฐกิจ หากเทียบผลงานเมื่อทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีกับรัฐบาลของไบเดนในขณะนี้ต้องถือว่าเป็นกระดูกคนละเบอร์ ขณะที่รัฐบาลของไบเดนทำอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นจาก 1.4% เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ไปที่ตัวเลข 9.1% เมื่อกรกฎาคม 2022 แต่เมื่อทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอัตราเงินเฟ้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้ง เขาเคยลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 21% และทรัมป์ยังได้ประกาศว่า หากเขาได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 เขาจะลดอัตราภาษีให้เหลือ 15% สำหรับผู้ผลิตในประเทศ ทำให้มีแนวโน้มและจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นนักธุรกิจและผู้ประกอบการเทคะแนนให้กับเขา
สำหรับความมั่นคงในงาน ทรัมป์ชูนโยบายคุมเข้มพรมแดนเพื่อจำกัดจำนวนผู้อพยพ เพื่อให้จำนวนงานมีเพียงพอสำหรับคนอเมริกัน นโยบายแก้ไขปัญหาปากท้องเช่นนี้ได้ใจชนชั้นแรงงานในสหรัฐเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาค Rust Belt ซึ่งในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ แต่เพราะนโยบายการค้าเสรีของพรรคเดโมแครต ส่งผลให้นายทุนย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศไปยังพื้นที่ที่มีต้นทุนต่ำกว่า ทำให้คนกลุ่มนี้โหยหาความเจริญรุ่งเรืองที่เคยมีมา สโลแกน ‘Make America Great Again’ ของทรัมป์จึงเข้าตาเป็นอย่างมาก
อีกทั้ง ในประเด็นเรื่องผู้อพยพ มีชาวอเมริกันบางกลุ่มที่มองว่าผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นเป็นภัยคุกคามของประเทศ เห็นได้จากค่านิยมเชิดชูคนขาว (White Supremacist) ที่ฝังลึกในก้นบึ้งของสังคมอเมริกัน ซึ่งผูกโยงกับแนวคิดที่ว่าคนผิวขาวอยู่สูงสุดบนยอดของพีระมิดทางสังคม ดังนั้น การที่ทรัมป์ส่งเสริมสิทธิครอบครองปืนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 ทำให้ผู้สนับสนุนทรัมป์รู้สึกว่าพวกเขาสามารถป้องกันตนเองและมีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินอีกด้วย
จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของทรัมป์คือ เขามีความสามารถในการชักใยสื่อและเป็นนักผลิตวาทกรรมตัวยง ทรัมป์สื่อสารกับผู้สนับสนุนของเขาผ่านบัญชี Truth Social อยู่เสมอ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้สนับสนุนกับทรัมป์ให้มีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น และช่วยลดโอกาสที่ผู้สนับสนุนทรัมป์ จะเปลี่ยนใจไปลงคะแนนให้กับคู่แข่งด้วย นอกจากนี้ วาทกรรมอย่างตรงไปตรงมาที่ทรัมป์ใช้ ซึ่งถูกฝ่ายตรงข้ามมองว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติกลับโดนใจผู้สนับสนุน ส่งผลให้เขามีภาพลักษณ์ที่ว่าเขาจะเป็นประธานาธิบดีที่เป็นปากเป็นเสียงของผู้ที่สนับสนุนเขาอย่างแท้จริง
สำหรับแฮร์ริส การที่เธอมีภูมิหลังทางเชื้อชาติที่หลากหลาย ทั้งเป็นคนผิวสีและมีเชื้อสายเอเชียใต้ และการเป็นเพศหญิงของเธอ ทำให้เธอได้เปรียบในการใช้ยุทธศาสตร์การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ในการเดินหมากศึกการเลือกตั้งครั้งนี้ หากแฮร์ริสได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เธอจะเป็นตัวแทนของกลุ่มคนเปราะบางในสหรัฐที่ไม่ใช่คนผิวขาว และเป็นตัวแทนของผู้หญิงรับตำแหน่งประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐ จึงทำให้คาดว่า เธอสามารถจะโกยคะแนนจากชนกลุ่มน้อยและกลุ่มการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี รวมถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เบื่อหน้านักการเมืองหน้าเก่าและต้องการที่เห็นการเมืองสหรัฐในรูปแบบใหม่ได้
อีกทั้ง สิทธิในการทำแท้งเป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศหญิงให้ความใส่ใจ แต่เมื่อครั้งที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้แต่งตั้งสมาชิกในคณะตุลาการในศาลสูงสุดสหรัฐจำนวนหนึ่งที่มีแนวคิดอย่างรีพับลิกันซึ่งเคร่งครัดในศาสนา ทำให้เกิดคำตัดสินคดี Rod v. Wade ที่ทำให้การทำแท้งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญสหรัฐเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในทันที สร้างความไม่พอใจแก่ประชากรหญิงและกลุ่มคนหัวก้าวหน้าในสังคมอเมริกันเป็นอย่างมาก
ข้อได้เปรียบของแฮร์ริสอีกหนึ่งประการคือ เธอมีทักษะในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์ที่เธอเคยเป็นอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย เธอสามารถนำเสนอนโยบายและความคิดเห็นของเธอต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ เห็นได้ชัดจากการที่โพลหลายสำนักชี้ว่า แฮร์ริสเป็นผู้ชนะในเวทีการประชันวิสัยทัศน์ที่ผ่านมา
ในทางกลับกัน ประเด็นนี้ถูกมองว่าเป็นช่องโหว่ของทรัมป์ ศักยภาพในการสร้างวาทกรรมกลายเป็นดาบสองคมแก่ตัวเขาเอง โดยมีกรณีนับไม่ถ้วนที่เขาถูกวิจารณ์ว่าเขาพูดเท็จหรือบิดเบือดข้อเท็จจริง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักหลายครั้ง เห็นได้ชัดจากกรณีเหตุจลาจลการบุกเข้าอาคารรัฐสภาสหรัฐเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ซึ่งมีต้นตอมาจากคำกล่าวอ้างของเขาที่ว่าได้เกิดการโกงการเลือกตั้งขึ้น และยังทำให้ทรัมป์ถูกพิพากษาว่าทำลายรัฐธรรมนูญสหรัฐ และยังทำผิดในคดีอาญาจากคดีปลอมแปลงเอกสารเพื่อจ่ายเงินปิดปากนักแสดงหนังผู้ใหญ่ ทำให้ทรัมป์กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐที่ีถูกตั้งข้อหาว่าทำความผิดในคดีอาญา ตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของแฮร์ริสซึ่งเป็นนักกฎหมายที่มีหน้าที่ปกป้องหลักนิติรัฐอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ดี แฮร์ริสมีข้อจำกัดในการคว้าใจชาวอเมริกันเช่นกันประการแรกคือ เนื่องจากเธอดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี แต่อาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและไม่ได้มีผลงานที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยอำนาจในการบริหารประเทศอยู่ที่ประธานาธิบดีแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ การที่ทำเนียบขาวภายใต้ไบเดนให้การสนับสนุนอิสราเอลในการทำสงครามกับฮามาสส่งผลให้เกิดการประท้วงโดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาที่ไม่พอใจต่อนโยบายนี้ของรัฐบาลเดโมแครต โดยการชุมนุมเพื่อกดดันแฮร์ริสเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นก่อนที่แฮร์ริสจะขึ้นเวทีเปิดตัวเป็นตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ผู้ชุมนุมรวมตัวกันประท้วงหน้าศูนย์ประชุมพรรคเดโมแครตในชิคาโก อีกทั้งในวันประชันวิสัยทัศน์ระหว่างทรัมป์และแฮร์ริสได้มีการประท้วงหน้าสถานที่จัดงานในฟิลาเดลเฟียด้วย
เพื่อพลิกเกมที่ว่าพรรคเดโมแครตให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสังคมเพียงอย่างเดียว แฮร์ริสชูแผน “เศรษฐกิจแห่งโอกาส” (Opportunity Economy) ซึ่งประกอบไปด้วยนโยบายที่จะชดเชยภาระทางภาษี 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับครอบครัวที่มีทารก ลดหย่อนภาษีแก่ผู้ประกอบธุรกิจขนาดย่อม รวมถึงนโยบายบ้านหลังแรก โดยรัฐบาลจะมอบเงิน 25,000 ดอลลาร์ ให้กับผู้ที่ซื้อบ้านเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดอัตราดอกเบี้ยแรงถึง 0.5% เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี เป็นจังหวะอันดีสำหรับรัฐบาลพรรคเดโมแครตก่อนที่ถึงการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้
ทั้งทรัมป์และแฮร์ริสต่างมีการวางกลยุทธ์เพื่อกลบจุดอ่อนของตนเอง ในปัญหาเรื่องอายุของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่กลายเป็นประเด็นสำคัญในสายตาของชาวอเมริกัน หลังจากที่ไบเดนประสบกับข้อครหาดังกล่าว พรรครีพับลิกันจึงได้เลือกนายเจ.ดี. แวนซ์ วัย 39 ปี เป็นคู่ชิงตำแหน่ง เพราะผู้ท้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีอาจจะเป็นตัวแปรในการเลือกตั้ง ด้วยคุณสมบัติที่รองประธานาธิบดีมีจะช่วยเสริมจุดอ่อนของผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดี รวมถึงดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากกลุ่มที่หลากหลายมากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่ชี้ชะตาอย่าง สะวิงสเตต
ในเวทีประชันวิสัยทัศน์เพื่อชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แวนซ์แนะนำตัวว่า เขามาจากครอบครัวชนชั้นแรงงานและเน้นย้ำถึงความสำคัญของ ‘American Dream’ เพื่อเชื่อมโยงตัวเขากับกลุ่มคนชายขอบในสังคมอเมริกัน แทนตัวทรัมป์ที่เป็นมหาเศรษฐีและนักธุรกิจ
ขณะที่ตัวเลือกของแฮร์ริสคือนายทิม วอลซ์ ที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐสมรภูมิมีภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรจากในอดีตที่เขาเคยประกอบอาชีพเป็นคุณครู ยิ่งไปกว่านั้น เขามีแนวคิดก้าวหน้าและเป็นผู้สนับสนุนนโยบายอย่างกัญชาเสรีและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะทำให้ตัวแฮร์ริสยิ่งมีความนิยมในผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก วอลซ์ยังเคยเป็นทหาร ซึ่งอาจจะสามารถโน้มน้าวให้กลุ่มอนุรักษนิยมมาเลือกผู้แทนจากพรรคเดโมแครตแทนพรรครีพับลิกันได้อีกด้วย
ขณะนี้ย่างเข้าสู่เดือนตุลาคม ซึ่งนอกจากนี้จะเป็นช่วงสุดท้ายในการรณรงค์หาเสียง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายน เวลานี้ยังถือเป็นช่วงเวลาแห่งอันตราย เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ที่จะทำให้ผลการเลือกตั้งพลิกผันได้อย่างไม่คาดฝัน ท่ามกลางความตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์โลกโดยเฉพาะในพื้นที่ตะวันออกกลางที่สหรัฐเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ รวมถึงความแตกแยกทางการเมืองภายในของสหรัฐเอง
ต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า จะมีปัจจัยแทรกซ้อนใดๆ ที่จะส่งผลต่อวันชี้ชะตา ขณะที่เรากำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในอีก 29 วันข้างหน้าหรือไม่

