การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ แม้ไม่แน่นอนว่า คามาลา แฮร์ริส หรือ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ จะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ผู้นำคนที่ 47 ของสหรัฐจะต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายและความไม่แน่นอนหลากหลายด้านในการดำเนินนโยบายต่างประเทศทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิยุทธศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์
อีกสิ่งที่แน่นอนคือ ทั้งสงครามร้อน สงครามเย็น สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยีและสงครามสีเขียว (Green War) และอาจเลยไปจนถึงสงครามนิวเคลียร์ รวมทั้งปัญหาแห่งยุคสมัย ปัญหา AI ปัญหาโลกร้อน และโลกรวน ล้วนแต่กำลังรอต้อนรับประธานาธิบดีคนต่อไป
สงครามร้อน สงครามยูเครนจะยืดเยื้อต่อไป โดยยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ตนจะยุติสงครามให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง หลังเป็นประธานาธิบดีนั้นจะทำจริงได้อย่างไร ขณะที่สงครามกาซากำลังบานปลายกลายเป็นสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และอาจกลายเป็นสงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน และลุกลามเป็นวิกฤตตะวันออกกลางครั้งใหม่
สิ่งที่แน่นอนเท่าที่สะท้อนจากโลกทัศน์วาทกรรมและท่าทีของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งจากการโต้วาทีเมื่อ 10 กันยายนที่ฟิลาเดลเฟีย คือ หากคามาลา แฮร์ริส เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป สหรัฐจะยืนหยัดสนับสนุนยูเครน
ในทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร “as long as it takes” นโยบายต่อยูเครน และการสนับสนุนองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ของแฮร์ริส จึงจะไม่ต่างไปจากรัฐบาลไบเดนที่อ้างว่า “We made NATO bigger, stronger, and more united than ever”
ในขณะที่ทรัมป์แถลงนโยบายที่จะยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยจะลดความช่วยเหลือทางการเงินแก่ยูเครน หรืออาจถึงขั้นทิ้ง โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ไว้ข้างหลัง หรือกดดันให้ยูเครนเจรจาในขณะที่ยังเป็นรองรัสเซีย รวมทั้งอาจผลักดันแนวทางการแบ่งเบา (Burden Sharing) ให้ประเทศยุโรปตะวันตกเพิ่มการสนับสนุนยูเครน และให้ประเทศสมาชิก NATO เพิ่มค่าใช้จ่ายทางทหารเป็น 3% ของ GDP (จากปัจจุบัน 2%) ตามที่หาเสียงไว้ และคงจะไม่หนุนการขยายจำนวนสมาชิกของ NATO อีกด้วย
ขณะที่ในด้านสงครามกาซานั้น คามาลา แฮร์ริส บอกว่า จะสนับสนุนสิทธิของอิสราเอลในการป้องกันตนเอง รวมทั้งในการต้านทานภัยคุกคามจากอิหร่าน แต่ก็สนับสนุนการหยุดยิงและการแลกเปลี่ยนตัวประกัน รวมทั้งแนวทาง Two-State Solution ขณะที่ทรัมป์น่าจะสนับสนุนอิสราเอลต่อไป โดยไม่สนใจการจะมีหรือไม่มี “รัฐปาเลสไตน์” แม้ที่ผ่านมาทรัมป์จะมีปัญหาความขุ่นเคืองส่วนตัวกับประธานาธิบดี เบนจามิน เนทันยาฮู
สิ่งที่ค่อนข้างแน่นอนหลังการเลือกตั้งคือ หากชัยชนะเป็นของทรัมป์ เขาจะกลับมาพร้อมกับแนวทาง “Make America Great Once Again” แนวทางชาตินิยม ประชานิยม ไม่เอาพหุภาคี (multilateralism) ไม่เอาพันธมิตร ไม่เอาเขตการค้าเสรี ไม่เอาโลกาภิวัตน์แต่เน้น “Transactional Diplomacy” กล่าวคือ การทูตแบบหวังผลกำไรเฉพาะหน้าซึ่งอาจทำให้ “America First” กลายเป็น “America Only”
สงครามเย็น และสงครามการค้า ในการทำสงครามเย็น 2.0 กับจีนนั้น สิ่งที่แน่ชัดคือ ทั้งแฮร์ริสและทรัมป์จะทำสงครามภาษีกับจีน จะใช้แนวทางกีดกันทางการค้า (protectionism) เห็นได้จากการที่ทั้งสองฝ่ายต่างแข่งขันกันหาเสียงว่า ใครจะขึ้นภาษีสินค้าจีนได้มากกว่ากันหากนางแฮร์ริสชนะ เธอน่าจะเดินตามแนวทาง Derisking สกัดจีนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และลดความเสี่ยง ลดการพึ่งพา Supply Chain ของจีนในด้านต่างๆ รวมทั้งเซมิคอนดักเตอร์ โดยการใช้นโยบายอุตสาหกรรม (Industrial Policy) ใช้แนวทาง “New Washington Consensus” และ “Small Yard, High Fence” เพื่อให้การอุดหนุนอุตสาหกกรรมที่เป็นยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงตามกฎหมาย CHIPS and Science Act และ Information Reduction Act (IRA) ของไบเดน รวมทั้งคงระดับภาษีสินค้าจากจีนทั้งรถยนต์ EVs แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ โซลาร์เซลล์ เหล็กและอะลูมิเนียม รวมทั้งแร่ธาตุสำคัญ (critical minerals) ที่ขึ้นภาษีไปแล้วในรัฐบาลไบเดน
ส่วนทรัมป์นั้นน่าจะมีทิศทางต่อต้านจีนแรงขึ้น เผชิญหน้ากับจีนยิ่งขึ้นดังในช่วงปลายของรัฐบาล Trump 1.0 ซึ่งทำสงครามภาษีกับจีนในแบบที่เขาเรียกว่า “an eye for an eye, a tariff for a tariff” หากได้กลับสู่ทำเนียบขาว ทรัมป์ก็น่าจะทำ De-coupling จากห่วงโซ่อุปทานของจีนในสาขาที่สำคัญ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก ผลิตภัณฑ์ยา รวมทั้งการควบคุมการลงทุนจากจีน การห้ามการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์ผลิตชิปให้จีน ที่สำคัญคือการขึ้นภาษีสินค้าจีนทุกรายการแบบเหมายกแผงอีก 3 เท่า หรือ 60% ตามที่หาเสียงไว้
การสกัดทัดทานจีนในอินโด-แปซิฟิก แฮร์ริสจะยังคงรักษาระบบพันธมิตรที่เรียกว่า “minilateralism” ต่อจากรัฐบาลไบเดน ทั้งกลุ่ม QUAD (สหรัฐ ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น) AUKUS (ออสเตรเลีย-อังกฤษ-สหรัฐ) กรอบความร่วมมือไตรภาคี (สหรัฐ-เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น) กรอบความร่มมือ SQUAD (สหรัฐ-ออสเตรเลีย-ญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องปรามจีนในอินโด-แปซิฟิก ขณะที่ทรัมป์บอกว่า ไต้หวันควร “pay us for defense” คือควรรับภาระค่าใช้จ่ายในการป้องกันตนเองเพิ่มขึ้น
แต่สิ่งที่ค่อนข้างแน่นอน คือ หากทรัมป์ชนะ เราก็น่าจะได้เห็นการต่างประเทศที่เต็มไปด้วยดราม่ารายวัน การสร้างสีสัน คาดไม่ได้ คาดไม่ถึง อาจได้เห็นการถอนตัวของสหรัฐออกจากข้อตกลงปารีส (Paris Agreement 2015) อันเป็นกรอบหลักของนานาชาติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกครั้งหนึ่ง อาจได้เห็นการทำ “deal” หรือ “super-deal” ต่างๆ แบบมุทะลุแต่คิดไม่ทะลุรวมทั้งการ “deal” กับ “strongmen” ทั้ง ประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ขณะที่ท่วงทำนองของคามาลา แฮร์ริสหากดูตามสไตล์ที่ผ่านมาน่าจะมีลักษณะรักษา status quo คาดหวังคาดการณ์ได้มากกว่า
ในส่วนของนโยบายต่อประเทศในอาเซียนและประเทศไทยนั้น แฮร์ริสน่าจะรักษากรอบความร่วมมือ Indo-Pacific Economic Framework (IPEF) ที่ไบเดนสร้างขึ้น และการอ้างอิงความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) เพื่อความชอบธรรมในการดำเนินการทางการทูตของสหรัฐในภูมิภาคนี้ต่อไป ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่าทรัมป์จะยังเก็บ IPEF ไว้หรือไม่ แฮร์ริสอาจจะพูดเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนซึ่งอาจจะกระทบกับหลายประเทศในอาเซียน ขณะที่ทรัมป์อาจจะให้ความสำคัญต่อภูมิภาคนี้ในลำดับรอง
แต่ที่ไทยต้องเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น คือ การรองรับสงครามการค้า สงครามภาษีรอบใหม่ไม่ว่า พรรคใดจะได้ชัยชนะในเดือนพฤศจิกายนก็ตาม
สิ่งที่แน่ชัดอีกประการคือไม่ว่าจะเป็น Harris 1.0 หรือ Trump 2.0 จะไม่มีใครสามารถตัดสินใจ หรือดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง เพราะในการเมืองอเมริกัน มีสิ่งที่เรียกว่า “รัฐพันลึก” หรือ “Deep State” หรือ “administrative state” หรือรัฐราชการ ซึ่งก็คือกระทรวงต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (NSC) กระทรวงกลาโหม ฝ่ายความมั่นคง (NSA) ประชาคมข่าวกรอง (FBI, CIA) บวกกับทุนใหญ่อุตสาหกรรมใหญ่ ซึ่งฝ่ายรัฐซ้อนรัฐที่หลบซ่อนอยู่ในที่สว่างนี้ อาจจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับประธานาธิบดีก็ได้ แต่หน่วยงานเหล่านี้คือ ผู้กำหนดทิศทางและขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่แท้จริงไม่ว่า ทรัมป์หรือแฮร์ริสจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปก็ตาม

