มะกันยื่นคำขาด 30 วัน บีบอิสราเอลเปิดทางส่งความช่วยเหลือมนุษยธรรมกาซา หรือเจอตัดความช่วยเหลือทางทหาร
สหรัฐส่งจดหมายถึงอิสราเอล ให้เวลา 30 วันเพื่อเปิดทางให้กับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา ไม่เช่นนั้นอาจถูกสหรัฐ ซึ่งเป็นพันธมิตรรายใหญ่ที่ส่งมอบอาวุธให้อิสราเอลใช้ในการทำสงคราม ตัดความช่วยเหลือทางทหารบางส่วน
การยื่นคำขาดดังกล่าวมีขึ้นก่อนหน้าการเลือกตั้งเพียงไม่กี่สัปดาห์ ขณะที่ประเด็นสงครามในตะวันออกกลางที่เสี่ยงจะลุกลามจากการโจมตีตอบโต้กลับอิหร่านของอิสราเอล ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเด็นที่อาจทำให้พรรคเดโมแครตเพลี่ยงพล้ำ เพราะมันจะไม่ส่งผลกระทบต่อแค่ในตะวันออกกลาง แต่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ห่วงโซ่อุปทาน และราคาน้ำมันอย่างเลี่ยงไม่พ้น และกว่าจะถึงเส้นตายที่สหรัฐระบุก็จะผ่านพ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 5 พฤศจิกายนไปแล้ว
กระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้ยืนยันเนื้อหาในจดหมายดังกล่าวที่มีการรายงานครั้งแรกในเว็บไซต์ Axios ลงนามร่วมกันโดยแอนโธนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหม ระบุว่า เรากำลังเขียนจดหมายเพื่อเน้นย้ำถึงความกังวลอย่างยิ่งของรัฐบาลสหรัฐ ต่อสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายลงในฉนวนกาซา และเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านดำเนินการอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องในเดือนนี้เพื่อพลิกกลับทิศทางดังกล่าว
จดหมายยังระบุว่าคำสั่งอพยพของอิสราเอลทำให้ผู้คน 1.7 ล้านคนต้องอพยพไปยังพื้นที่ชายฝั่งอัลมาวาซีที่คับแคบ ซึ่งพวกเขามีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อถึงชีวิต เนื่องจากผู้คนแออัดกันมากเกินไป และองค์กรด้านมนุษยธรรมรายงานว่าไม่อาจตอบสนองแม้แต่ความต้องการในการเอาชีวิตรอดของพวกเขาได้
“เรากังวลเป็นอย่างยิ่งกับการดำเนินการล่าสุดของรัฐบาลอิสราเอล ซึ่งรวมถึงการหยุดการนำเข้าสินค้าเชิงพาณิชย์ การปฏิเสธหรือขัดขวางการเคลื่อนย้ายด้านมนุษยธรรมเกือบ 90% ระหว่างฉนวนกาซาตอนเหนือและตอนใต้ในเดือนกันยายน การจำกัดการนำเข้าสิ่งของที่สามารถใช้งานได้ทั้งทางพาณิชย์ และทางทหารไม่ให้มากจนเกินไป ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการกำหนดข้อกำหนดการตรวจสอบใหม่ ความรับผิดที่หนักหน่วง และข้อกำหนดด้านศุลกากรสำหรับเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมและการขนส่ง รวมถึงการไม่มีขื่อไม่มีแปและการปล้นสะดมที่เพิ่มมากขึ้น กำลังส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ในฉนวนกาซาเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว” จดหมายระบุ
จดหมายดังกล่าวบอกด้วยว่า อิสราเอลต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ และภายใน 30 วันเพื่อให้มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการเพิ่มความช่วยเหลือ และความล้มเหลวอาจส่งผลต่อนโยบายของสหรัฐ พร้อมกับอ้างถึงกฎหมายของสหรัฐที่อาจห้ามการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ประเทศที่ขัดขวางการส่งมอบความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมของสหรัฐด้วย
จดหมายดังกล่าวยังบอกด้วยว่า อิสราเอลต้องเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทุกรูปแบบทั่วกาซาก่อนฤดูหนาว รวมทั้งอนุญาตให้รถบรรทุกอย่างน้อย 350 คันต่อวันผ่านจุดผ่านแดนหลักทั้ง 4 จุด และจุดผ่านแดนแห่งที่ 5 รวมถึงอนุญาตให้ผู้คนในอัลมาวาซีอพยพเข้าไปในแผ่นดินได้ พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการโดดเดี่ยวพื้นที่กาซาตอนเหนือ โดยยืนยันว่าจะไม่มีนโยบายของรัฐบาลอิสราเอลในการอพยพพลเรือนออกจากพื้นที่ตอนเหนือของกาซาด้วย
ในการแถลงข่าวที่วอชิงตันเมื่อวันอังคาร
นายแมทธิว มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างแถลงข่าวว่า จดหมายดังกล่าวเป็นการสื่อสารทางการทูตแบบส่วนตัวที่ไม่มีเจตนาจะเปิดเผยต่อสาธารณะ เพียงแต่รัฐมนตรีทั้งสองเห็นว่าควรชี้แจงให้รัฐบาลอิสราเอลทราบอย่างชัดเจนว่า จำเป็นต้องทำการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอีกครั้ง เพื่อให้ปริมาณความช่วยเหลือที่ส่งไปยังฉนวนกาซากลับมาเพิ่มขึ้น แต่ปฏิเสธที่จะคาดเดาว่าผลที่ตามมากับอิสราเอลจะเป็นอย่างไร หากไม่เพิ่มการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
มิลเลอร์กล่าวว่า ผู้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐไม่ได้ปฏิเสธหรือขัดขวางการจัดหาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากสหรัฐโดยพลการ นั่นเป็นเพียงกฎหมาย และแน่นอนว่าเราจะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เราหวังว่าอิสราเอลจะทำการเปลี่ยนแปลงตามที่เรากำหนด ทั้งยังกล่าวอีกว่าการกำหนดกรอบเวลา 30 วันนั้นไม่ได้เชื่อมโยงกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน แต่เป็นเพียงกรอบเวลาที่เหมาะสมที่จะให้เวลาอิสราเอลในการดำเนินการกับปัญหาต่างๆ
ก่อนหน้านี้ อิสราเอลยืนกรานว่าไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับปริมาณความช่วยเหลือหรือความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่สามารถส่งไปยังฉนวนกาซาและทั่วฉนวนกาซา และตำหนิหน่วยงานของสหประชาชาติที่ไม่สามารถแจกจ่ายสิ่งของช่วยเหลือได้ นอกจากนี้ยังกล่าวหาฮามาสว่าขโมยความช่วยเหลือ ซึ่งฮามาสออกมาปฏิเสธ
ด้านเจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า กำลังพิจารณาจดหมายดังกล่าว และว่าอิสราเอลจริงจังกับเรื่องนี้ และตั้งใจที่จะแก้ไขข้อกังวลที่เกิดขึ้นกับชาติพันธมิตรอย่างสหรัฐ

