หน้าแรก ต่างประเทศ วิเทศวิถี: เก...

วิเทศวิถี: เก้าอี้ ‘คณะมนตรีสิทธิฯยูเอ็น’ ดอกผลจากความทุ่มเทของไทย

16.10.24 | 16:06 น.

วิเทศวิถี: เก้าอี้ ‘คณะมนตรีสิทธิฯยูเอ็น’ ดอกผลจากความทุ่มเทของไทย

ข่าวใหญ่ในเวทีระหว่างประเทศที่น่าภาคภูมิใจของไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาแต่อาจไม่เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจในประเทศมากเท่าใดนัก คือการที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) วาระปี ค.ศ.2025-2027 (พ.ศ.2568-2570) จากที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ในวันที่ 9 ตุลาคม ตามเวลาในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยไทยซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิกได้รับเลือกด้วยคะแนนสูงที่สุดในกลุ่มที่ 177 คะแนน ซึ่งห่างจากประเทศที่มีคะแนนตามมาเป็นลำดับ 2 ร่วมกันคือไซปรัสและกาตาร์ที่ได้ 167 คะแนน ตามด้วยเกาหลีใต้ 161 คะแนน และหมู่เกาะมาร์แชลล์ 124 คะแนน

เอชอาร์ซีมีสมาชิกทั้งหมด 47 ประเทศ โดยแบ่งเป็นกลุ่มภูมิภาคต่างๆ 5 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้แทนจากกลุ่มแอฟริกา 13 ประเทศ กลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก 13 ประเทศ กลุ่มยุโรปตะวันออก 6 ประเทศ กลุ่มลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 8 ประเทศ และกลุ่มยุโรปตะวันตก 7 ประเทศ ซึ่งการเลือกตั้งใหม่ในแต่ละครั้งก็จะเป็นการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างลงในแต่ละภูมิภาคนั่นเอง

ในคราวนี้ตำแหน่งที่ว่างลงมี 18 ที่นั่ง ประกอบด้วย แอฟริกา 5 ที่นั่ง เอเชีย-แปซิฟิก 5 ที่นั่ง ยุโรปตะวันออก 2 ที่นั่ง ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 3 ที่นั่ง และยุโรปตะวันตก 3 ที่นั่ง โดยมีเพียงภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเพียงภูมิภาคเดียวที่มีประเทศลงสมัคร 6 ประเทศมากกว่าเก้าอี้ที่ว่างลง 1 ที่นั่ง จึงถือว่าเป็นภูมิภาคเดียวในคราวนี้ที่มีการแข่งขันกัน

ก่อนอื่นจะขออธิบายในเกี่ยวกับการเลือกตั้งเอชอาร์ซีให้ได้ทราบกันสักนิดเพราะเชื่อว่าคนจำนวนมากจะไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเอชอาร์ซี และอาจเห็นว่ามีประเทศที่ได้คะแนนในการเลือกตั้งครั้่งนี้มากกว่าไทย อาทิ เบนิน แกมเบีย และเคนยา ซึ่งอยู่ในส่วนของภูมิภาคแอฟริกาที่ได้คะแนนสูงถึง 181 คะแนนเท่าๆ กัน แล้วทำไมถึงบอกว่าไทยได้คะแนนสูงที่สุดในกลุ่มที่มีการแข่งขัน หรือมีประเทศสมัครเกินกว่าตำแหน่งที่ว่างลง

Advertisement

อย่างที่บอกข้างต้นว่า ประเทศในภูมิภาคต่างๆ ที่เหลืออีก 4 ภูมิภาคไม่มีการแข่งขันในการลงสมัคร คะแนนที่ได้รับจึงเรียกได้ว่าไม่ต้องลุ้น เพราะจะอย่างไรก็ลอยลำเข้าไปนั่งในเอชอาร์ซีอยู่แล้ว หากสามารถตกลงกันในภูมิภาคได้แต่แรกว่าประเทศใดจะสมัครเข้าชิงตำแหน่งในวาระนี้ เพียงแค่ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสมาชิกทั้งหมด หรือ 97 คะแนน ก็จะผ่านฉลุยทันที

ขณะที่ประเทศสมาชิกยูเอ็นจะสามารถลงคะแนนเลือกเอชอาร์ซีในแต่ละภูมิภาคได้ทั้งหมด โดยจะสามารถเลือกได้ตามตำแหน่งที่ว่างลงในแต่ละภูมิภาค ตัวอย่างเช่น ในภูมิภาคแอฟริกาก็สามารถลงคะแนนให้ได้ 5 ประเทศ แต่ประเทศต่างๆ อาจจะเลือกลงคะแนนให้กับประเทศที่ประสงค์จะเลือกโดยไม่ต้องครบ 5 ประเทศที่ว่างลงก็ได้เช่นกัน ดังที่จะเห็นว่าประเทศในภูมิภาคอื่นๆ นอกจากแอฟริกา แม้จะไม่มีการแข่งขันแต่คะแนนที่ได้รับเลือกก็ไม่ได้สูงมากในระดับเดียวกันในแต่ละภูมิภาค

ต่างจากภูมิภาคที่มีการแข่งขันที่จะต้องพยายามรณรงค์หาเสียงเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกยูเอ็นอื่นๆ ให้ได้มากที่สุด โดยในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิกปีนี้ การแข่งขันถือว่ามีการขับเคี่ยวกันอย่างสูง ทุกประเทศต่างรณรงค์หาเสียงกันอย่างเต็มที่ แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่ในท้ายที่สุด ไทยสามารถคว้าเสียงสนับสนุนได้เป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม ห่างจากไซปรัสและกาตาร์ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ได้ 167 คะแนนเท่ากันถึง 10 คะแนน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เห็นกันบ่อยนัก และยังห่างจากเกาหลีใต้ถึง 16 คะแนน ไทยยังได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าประเทศในโลกตะวันตกอย่างสวิตเซอร์แลนด์ที่ 175 คะแนน หรือสเปนที่ 175 คะแนนอีกด้วย ซึ่งถือเป็นชัยชนะที่ชัดเจนว่าไทยได้รับการยอมรับจากทุกภูมิภาค

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไทยจะเป็นสะพานเชื่อมและประสานความแตกต่างของท่าทีของประเทศสมาชิก เพื่อช่วยแสวงหาทางออกและฉันทามติ โดยอาศัยจุดแข็งของไทยที่มีมุมมองในหลายเรื่องที่ก้าวหน้า ขณะเดียวกันก็มีความเข้าใจในบริบททางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรมของประเทศกำลังพัฒนา ทั้งยังจะนำแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศไทย อาทิ นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage) นโยบายการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล ไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ ตลอดจนหุ้นส่วนต่างๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสถานะของไทยให้เป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมในประชาคมระหว่างประเทศ และยกระดับมาตรฐานด้านกระบวนการประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนของไทย รวมถึงการนำกระบวนการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของระหว่างประเทศ มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยต่อไป

ต้องยอมรับว่าการชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุดของไทยเช่นนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความยอมรับที่ประชาคมโลกมีต่อไทย ซึ่งต่างจากมุมมองของบางฝ่ายในประเทศที่มักจะโจมตีว่าไทยมีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและไม่ควรได้รับเลือกให้เป็นเอชอาร์ซี แต่ผลงานของไทยเมื่อครั้งที่ได้ดำรงตำแหน่งเอชอาร์ซีระหว่างปี ค.ศ. 2010-2013 (พ.ศ.2553-2556) ซึ่งได้ริเริ่มการเสนอข้อมติรายปีหลายเรื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ และการเพิ่มขีดความสามารถในด้านสิทธิมนุษยชน (Enhancement of Technical Cooperation and Capacity Building in the Field of Human Rights) ในกรอบเอชอาร์ซี ซึ่งไทยยังคงเป็นผู้ยกร่าง (penholder) ของข้อมติดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศและอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในเวลานั้น ยังได้รับเลือกจากสมาชิกคณะมนตรีให้ดำรงตำแหน่งประธานเอชอาร์ซีในระหว่างปีค.ศ. 2010-2011 ก็ทำให้เห็นถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยได้เป็นอย่างดี

น้อง “หมูเด้ง” เซเลปสาวไทย ร่วมหาเสียงและขอบคุณทุกฝ่ายที่ลงคะแนนให้ไทยใน HRC ขอบคุณภาพจาก FB : Chulamanee Chartsuwan

นอกจากนี้การที่ไทยมีรัฐบาลประชาธิปไตย และการที่ไทยเป็นประเทศที่เป็นมิตรกับทุกฝ่ายท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความแตกแยก บวกกับพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ อาทิ การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ และกฎหมายสมรสเท่าเทียม ก็ยังมีส่วนช่วยให้การรณรงค์หาเสียงและแลกเสียงของไทยอีกด้วย

ที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะพูดถึงการทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของเจ้าหน้าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของกระทรวงการต่างประเทศทั้งหมด ไม่ว่าจะในประเทศหรือที่คณะผู้แทนถาวรไทยในสหประชาชาติ รวมถึงนายสีหศักดิ์ที่ได้ไปช่วยหาเสียงที่นครนิวยอร์กในช่วงโค้งสุดท้าย พวกเขาเหล่านี้ไม่ต่างจากผู้ที่ปิดทองหลังพระ และเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานตลอดเวลาหลายปีนับตั้งแต่ไทยได้ประกาศลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกเอชอาร์ซีในวาระนี้ จนกระทั่งถึงวันที่เราได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นที่เห็นกันในที่สุด

ชัยชนะในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีสำหรับรัฐบาลภายใต้การนำของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่จะได้เข้าไปแสดงบทบาทในเวทีโลก กระนั้นก็ดี ความสำเร็จในการเลือกตั้งเอชอาร์ซีดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหน้าที่และความรับผิดชอบมากมายที่รออยู่ในอีก 3 ปีข้างหน้า และมีเพียงแต่การทุ่มเททำงานอย่างหนักเท่านั้นที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ไทยสามารถทำหน้าที่ได้อย่างดี สมกับความไว้วางใจที่ได้รับ