หน้าแรก ต่างประเทศ ถ้าเป็นทรัมป์...

ถ้าเป็นทรัมป์ ไม่มีอะไรแน่นอน! อาจารย์ มศว. ชี้ โลกกังวลปมสิทธิฯ หวั่นตัดฉับผู้อพยพ ขอวีซ่าสุดยาก

17.10.24 | 14:34 น.

นักวิชาการ ชี้คนเริ่มกังวลปมมนุษยชน ‘ทรัมป์’ คว้าเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ หวั่น ‘อเมริกา เฟิร์ส’ สร้างแรงกระเพื่อมผู้อพยพ-นักศึกษา ขอวีซ่ายากขึ้น!

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ห้องคริสตัล บ็อกซ์ ชั้น 19 เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท อาคารเกษรทาวเวอร์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เครือมติชนและพันธมิตร นำโดย สมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพันธมิตรหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันจัดสัมมนาใหญ่ หัวข้อ “US Election 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว”

เวลา 08.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ นักศึกษา นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแวดวง หลั่งไหลเดินทางมาร่วมการสัมมนากันอย่างคับคั่ง อาทิ ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายฟิลล์ โรเบิร์ตสัน (Mr.Phil Robertson) อดีตประธานกลุ่มคนอเมริกันที่เป็นสมาชิกพรรค Democrat ในประเทศไทย และอดีตรองผู้อำนวยการ Human Rights Watch ภูมิภาคเอเชีย

พร้อมด้วย รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เเละอุปนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย, นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้ดำเนินรายการข่าวต่างประเทศชื่อดัง เป็นต้น

Advertisement

โดยเมื่อเวลา 11.30 น. ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมวิเคราะห์ในประเด็น ‘เลือกตั้งอเมริกาส่งผลอย่างไรต่อไทย?’ โดยเน้นมิติการเมืองและสังคม

ผศ.ดร.ประพีร์กล่าวว่า หากพูดถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน เราคงทราบกันดีว่า นโยบายของนางคามาลา แฮร์ริสก็คงจะสืบทอดมาจากนายโจ ไบเดน โดยการนำเรื่องประชาธิปไตยและมนุษยชนมาเป็นนโยบายต่างประเทศต่างๆ ซึ่งการที่คิดว่านโยบายสิทธิมนุษยชนนั้น จะกระทบต่อไทยอย่างไร

“ขอยกตัวอย่างเมียนมาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านเรา ซึ่งเกิดการตั้งคำถามมานานแล้วว่าทำไมเราไม่สามารถคุยกับพม่าได้สักที เราไม่มีนโยบายชัดเจนสักที หรือ เราไม่ได้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า
ถ้านางคามาลา แฮร์ริส ได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี เรื่องสิทธิมนุษยชนมันจะถูกเอากลับมาใช้กับไทยเราอีกครั้ง และเป็นส่วนที่เราอาจจะต้องหยิบขึ้นมาคุยกัน สำหรับการหาจุดยืนและบทบาทใหม่ ในการเข้าไปแก้ไขปัญหาพม่าว่า แล้วเราจะทำอย่างไร แล้วฉันทามติ 5 ข้อ มันอยู่ตรงไหนแล้วตอนนี้” ผศ.ดร.ประพีร์กล่าว

ผศ.ดร.ประพีร์กล่าวว่า ตอนนี้ดูเหมือนรัฐไทยกำลังมีจุดยืนในการวางตัวว่า จะสนับสนุนสิทธิมนุษยชน และปัจจุบันเราเพิ่งมีข่าวดีที่ได้เป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งอาจจะเป็นก้าวแรกที่เราควรจะบอกโลกว่า เรากำลังให้ความสนใจต่อสิทธิมนุษยชนแล้ว

“ณ เวลานี้ถ้าแฮร์ริสขึ้นมา เราก็จะต้องมันจะส่งผลถึงการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย และเราต้องทำให้โลกมองว่า เรามีบทบาทในเรื่องนี้ เพื่อที่จะสร้างการยอมรับเรื่องมนุษยชนและทำให้ภาพลักษณ์ของเราถูกมองในแง่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งตอนนี้เอาจริงแล้วเราก็กำลังมองหาจุดยืนของเราอยู่

แต่มันเป็นประเด็นเลยว่า ช่วงที่ผ่านมาอเมริกาจัดลำดับว่า เรามีการค้ามนุษย์ในเทียร์ 3 และถูกขยับขึ้นมาเป็นเทียร์ 2 ซึ่งหลายครั้งเราโดยเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา หรือ การค้ามนุษย์ หรือแม้กระทั่งช่วงนายโดนัล ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี เราถูกตัดสิทธิ GSP ด้วยเหตุผลที่บอกว่า มาตรฐานแรงงานของเรา มันยังไม่ได้มาตรฐาน และโดนเรื่องมาตรฐานการบินด้วย

ฉะนั้น เรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ เราอาจจะถูกอเมริกาถูกเอาเกณฑ์แบบบนี้กลับมาใช้กับเรา ในรูปแบบใดหรือรูปแบบหนึ่งอีกก็ได้ อาจจะไม่ว่าทรัมป์จะทำหรือเปล่า เพราะเขาเคยตัดสิทธิ GSD (Generalized System of Preferences) เรา เพราะมันเป็นเรื่องผลประโยชน์ ที่เขาขาดดุลการค้ากับไทยเรา ดังนั้นต้องบอกว่า ไม่มีอะไรแน่นอนเลยถ้าเป็นทรัมป์” ผศ.ดร.ประพีร์ระบุ

ผศ.ดร.ประพีร์กล่าวว่า ส่วนเรื่องผู้อพยพและการเข้าประเทศสหรัฐ จะมีความเข้มข้นมากขึ้นหรือเปล่านั้น ทรัมป์เคยบอกว่า โปรเจ็กต์ 2025 ไม่เกี่ยวข้องกับเขา แต่มันก็มีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์อาจจะผลักดันโปรเจ็กต์นั้น ซึ่งไม่ได้ให้ความสนใจความเป็นประชาธิปไตยสักเท่าไหร่แล้ว

“คนอเมริกันก็เริ่มกังวลกันแล้วด้วย เพราะเมื่อไม่นานนี้ได้วอชิงตัน ดีซี ก็เห็นป้ายคนที่มาประท้วงว่า No dictator มันเป็นสิ่งที่คนอเมริกันกำลังกังวล ซึ่งถ้าได้ทรัมป์ขึ้นมาเขาสามารถทำอะไรก็ได้เลย หรือ ถ้าพูดในเชิงการดำเนินนโยบายผู้อพยพ มันก็เป็นสิ่งที่หลายคนกังวล เพราะเขามักจะใช้วิธีการเด็ดขาดแบบตัดเลย จนทำให้คนหวาดกลัวกันอยู่

แต่ถ้าถามผลกระทบต่อไทยแล้วนั้น เราเคยเห็นตั้งแต่สมัยที่ทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในช่วงแรก ก็มีความน่ากังวลในนโยบายการเต่างประเทศหรือการเข้าเมือง เช่น เขาพูดว่ามีผู้หญิงเดินทางไปคลอดที่อเมริกา เพื่อให้ได้สัญชาติที่นู่น จากนี้จะไม่เอาแล้วนะ เขาไม่ยอมให้ได้สัญชาติง่ายแบบนั้นแล้ว หรือ นโยบายการเข้าเมือง มันอาจจะมีมาตรการเข้มข้นมากกว่านี้อีก

หรือ Work & Travel ที่วีซ่าที่เราได้ยากกันอยู่แล้ว อาจจะได้ยากมากขึ้นกว่านี้อีก มันเป็นไปได้ว่าเขาจะมองว่า การปล่อยชาติอื่นต้องการเข้าไปทำงาน มันอาจจะแย่งงานคนอเมริกันเองด้วย ทำไมต้องปล่อยให้คนอื่นเข้ามา มันต้องอเมริกัน เฟิร์ส (America First)” ผศ.ดร.ประพีร์ชี้

ผศ.ดร.ประพีร์กล่าวว่า ตนต้องขอชื่นชมนโยบายหนึ่งของรัฐบาลที่ผ่านมาซึ่งเมื่อเกิดปัญหาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหมือนถูกบีบให้ต้องเลือก ซึ่งนโยบายที่ผ่านมาของเราน่าสนใจโดย เช่น กรณีที่เราพยายามจะทำอย่างไรให้ทั้งสองฝั่ง เขาโอเคกับเรา ไม่เข้าใกล้กันมาก

“เราเคยเข้าไปในภาคีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) มันเป็นเหมือนกลยุทธ์ในประเทศไทยที่เราพยายามโอเคกับทั้งสองฝั่ง ไม่ให้ใครน้อยใจ ซึ่งถ้าเราจะไปเล่นต้องนี้ได้อย่างแยบยลและมีศิลปะ น่าจะทำให้เราดูดีขึ้น และเอาตัวรอดไปได้

อีกอันหนี่งที่เขาพูดกันเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูตเชิงรุก เราต้องมั่นใจว่าเรารุกได้อย่างมีกลยุทธ์ ที่ต้องได้ผลประโยชน์เข้าเราด้วย ซึ่งเราต้องมองผลประโยชน์ของเราเป็นหลัก” ผศ.ดร.ประพีร์เผย

ผศ.ดร.ประพีร์กล่าวทิ้งท้ายว่า เราเป็นพันธมิตรได้ทั้งหมดและเป็นเพื่อนได้ทุกคน แต่เราก็ต้องมีจุดยืน เช่น เราต้องเน้นหลักในเรื่องที่สากลเคารพ กฎหมายระหว่างประเทศ เช่น สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย