‘ฟิล โรเบิร์ตสัน’ ชี้นโยบาย ‘ทรัมป์-แฮร์ริส’ คนละขั้ว นั่่งเก้าอี้รอบ 2 โลกวุ่นแน่ เหตุอดีตปธน.เอาอารมณ์เป็นใหญ่

17.10.24 | 15:11 น.

‘ฟิล โรเบิร์ตสัน’ ชี้นโยบาย ‘ทรัมป์-แฮร์ริส’ คนละขั้ว นั่่งเก้าอี้รอบ 2 โลกวุ่นแน่ เหตุอดีตปธน.เอาอารมณ์เป็นใหญ่

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม เครือมติชนจัดงานสัมมนาหัวข้อ US Election 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว ณ ห้องคริสตัล บ็อกซ์ ของเกสร เออร์เบิร์น รีสอร์ท อาคารเกสรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ โดยในช่วงประชันนโยบายระหว่างสองผู้สมัครอย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน และนางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต โดยมีนายฟิล โรเบิร์ตสัน อดีตประธานกลุ่มคนอเมริกันที่เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตในประเทศไทย และอดีตรองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย Human Rights Watch ร่วมให้ความเห็นถึงนโยบายของพรรคเดโมแครตและนางแฮร์ริส ว่าแตกต่างจากทรัมป์เกือบทุกประการ เช่นเรื่องสิทธิสตรี เรื่องสิทธิการทำแท้งที่เธอมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ

ทรัมป์และแฮร์ริสมองว่าประเทศจีนเป็นตัวปัญหาที่จะแข่งกันตลอดเวลา แต่ทรัมป์จะนำเรื่องภาษีมาแข่งกับจีน ส่วนแฮร์ริสมองว่าจะต้องเจรจาต่อรอง เพราะเธอมีแนวทางที่จะคุยกับทุกฝ่ายไม่ใช่เอาความเห็นตัวเองเป็นหลักแบบทรัมป์ ที่คิดว่าตัวเองถูกตลอดเวลา เรื่องจีนเราจึงมองว่าแฮร์ริสจะมีจุดยืนที่หนักแน่นแต่เป็นปฏิปักษ์น้อยกว่าทรัมป์

ทรัมป์และแฮร์ริสยังมีความแตกต่างกันในเรื่องของภาวะโลกร้อนและวิธีการแก้ปัญหา ทรัมป์บอกว่าถ้าเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งก็จะนำสหรัฐออกจากข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มุ่งเน้นเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อนอีกครั้ง ทั้งๆ ที่อเมริกาเป็นหนึ่งในผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลก

แฮร์ริสและทรัมป์ยังมีความแตกต่างกันในมุมมองเรื่องความมั่นคง สำหรับยุโรป หากทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี สหรัฐและสหภาพยุโรป(อียู) จะมีความแตกแยกกันอย่างชัดเจนในเรื่องยูเครน เพราะอียูมองว่าหากยูเครนพ่ายแพ้สงครามกับรัสเซีย ใครจะถูกรุกรานเป็นรายต่อไป เป็นภัยคุกคามของอียู ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ที่จะปล่อยไปได้ง่ายๆ เหมือนที่ทรัมป์บอกว่าเขาสามารถยุติสงครามยูเครนได้เพียงโทรศัพท์แค่สายเดียว แต่ทางแฮร์ริสมองว่าทรัมป์จะทำแบบนี้เพราะทรัมป์จะยอมแพ้

Advertisement

เรื่องสงครามในฉนวนกาซาและตะวันออกกลางก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และเป็นปัญหากับแฮร์ริสเพราะรัฐมิชิแกนมีชาวอาหรับ-อเมริกันอาศัยอยู่ 3 แสนคน พวกเขามองว่าไบเดนสนับสนุนอิสราเอลอย่างไม่มีข้อยกเว้น จึงมองว่าแฮร์ริสเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย แฮร์ริสพยายามจะบอกว่าไม่เห็นด้วยกับอิสราเอลที่ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมในการโจมตีพลเรือนกาซาและเลบานอน เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนในมิชิแกน แต่ไม่รู้ว่าความพยายามของแฮร์ริสจะสำเร็จหรือไม่

สำหรับเอเชีย แฮร์ริสยังคงดำเนินนโยบายแบบเดียวกับไบเดน อาจไม่เหมือนกันทุกประการแต่อย่างน้อยก็จะมีความราบรื่น ไม่ได้เกิดความวุ่นวายเหมือนทรัมป์หากขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ

เมื่อถามว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับไทยและเอเชียจะเหมือนเดิมหรือแตกต่างอย่างไร ในสถานการณ์ที่จีนมีบทบาทและอิทธิพลต่ออาเซียนและไทยมากขึ้น นายโรเบิร์ตสันกล่าวว่า ไทยก็ยังเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐในระดับภูมิภาคเอเชียอยู่ดีไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะแตกต่างคือเรื่องการค้า ซึ่งทรัมป์สนับสนุนการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น 10%-20% ไม่ว่าสินค้าจะมาจากประเทศไหน ก็จะกระทบกับบริษัทส่งออกจากไทยโดยตรง แต่แฮร์ริสจะสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานมากกว่าทรัมป์ โดยมองว่าอเมริกาจะไม่ยอมรับสินค้าที่ถูกผลิตโดยบริษัทที่เอาเปรียบคนงานไม่ว่าจะผลิตที่ประเทศใดก็ตาม แฮร์ริสไม่ได้ต้องการการค้าเสรีเพียงอย่างเดียวแต่ยังต้องการการค้าที่ยุติธรรมด้วย

ในประเด็นข้อกังวลว่าแฮร์ริสไม่มีประสบการณ์ด้านการต่างประเทศ นายโรเบิร์ตสันกล่าวว่า แฮร์ริสได้สั่งสมประสบการณ์เรื่องต่างประเทศจากการเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ระหว่างดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ซึ่งเปรียบเทียบกับไบเดนไม่ได้เพราะไบเดนมีประสบการณ์การทำงานมานานกว่า แต่เธอมีทีมที่เก่ง มีความสามารถ และดำเนินนโยบายที่มีเหตุมีผลชัดเจน ไม่เหมือนทรัมป์ที่ใช้นโยบายแบบแล้วแต่ความรู้สึกของตนเองซึ่งไม่มีความแน่นอน