สุรเกียรติ์ ลั่น ‘โลกปั่นป่วนแน่’ ไม่ว่าทรัมป์-แฮร์ริส ชนะ ซูม ‘สงครามการเงิน’ ลดบทบาทเงินดอลลาร์ ทำสหรัฐ-จีน ตึงหนักยิ่งกว่าปมการค้า
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ห้องคริสตัล บ็อกซ์ ชั้น 19 เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท อาคารเกษรทาวเวอร์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เครือมติชน จัดงานสัมมนา “US ELECTION 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว” โดยระดมอดีตผู้บริหารภาครัฐ นักวิชาการชั้นนำของประเทศ ภาคประชาสังคมและองค์กรระดับโลก ร่วมเจาะลึกและเผยมุมมองต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้
บรรยากาศเวลา 09.30 น. ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘US ELECTION 2024’ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ นักธุรกิจ นักการเมือง ตลอดจนประชาชนร่วมรับฟังอย่างเนืองแน่น
ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า ตนอยากแลกเปลี่ยนว่า ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดี ผลต่อโลกและต่อประเทศไทยจะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่า ทั้ง 2 พรรค คะแนนก็ยังไล่ตามกันมาเรื่อยๆ
‘โดนัลด์ ทรัมป์’ มีแอพพลิเคชั่นในการเช็กฟีดแบ็กคนที่ไม่ยอมตอบโพลหรือการโทรฯ ไปถาม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหลายสิ่งที่ทรัมป์เคยตอบแล้วเรารู้สึกว่าสุดโต่ง ไม่มีเหตุผลในสายตาของปัญญาชนในอเมริกาหรือทั่วโลก ปรากฏว่าเขาไม่ได้ตอบแบบไม่มีสาระ แต่ตอบตามคำสั่งตามฟีดแบ๊ก เป็นนโยบายที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ที่ไม่เคยรู้ จะรับได้
ส่วน ‘กมลา แฮร์ริส’ แน่นอนว่าเข้ามาช้าแต่ก็ได้รับการตอบรับจากปัญญาชน จากคนที่ห่วงใยกับนโยบายของทรัมป์ต่อการแตกแยกของสังคมอเมริกา ก็หันมาสนับสนุนแฮร์ริสอย่างมาก เป็นพาร์ทที่สำคัญ แม้จะมีเวลาเตรียมตัวน้อย มีความ shine (โดดเด่น) น้อยกว่า ‘โจ ไบเดน‘ ที่สามารถพลิก (flip) ขึ้นมาเป็นแคนดิเดตได้ แต่ก็ถือว่าแฮร์ริส ทำคะแนนช่วงหลังได้ดี และมีบทบาทเป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ ดังนั้น ค่อนข้างพูดยาก ต้องตัดสินกันหน้างาน
“ผมได้คุยกับผู้รู้ทางด้านการต่างประเทศมากกว่าผม เมื่อ 2-3 วันก่อน มองว่าผลจะเป็นอย่างไร เขาตอบว่า ถ้าทรัมป์เป็น โลกจะปั่นป่วน แต่การเมืองอเมริกานั้นคงจะนิ่ง แต่ถ้าแฮร์ริสเป็น เขาว่าโลกอาจจะไม่ค่อยผันผวน แต่การเมืองสหรัฐฯ อาจจะปั่นป่วน ดูจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ฝ่ายที่หนุนทรัมป์ก็อาจจะแสดงความไม่พอใจในลักษณะที่ไม่ค่อย democratic เท่าไหร่นัก
แต่ในความเห็นของผมเองอยากแลกเปลี่ยนว่า ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดี โลกก็ผันผวนอยู่ดี แต่ถ้าทรัมป์เป็น จากประสบการณ์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นความผันผวนที่คาดเดาได้ยาก แต่ถ้าแฮร์ริสเป็น จะเป็นความผันผวนที่คาดการณ์ได้ เหมือนที่เราเห็นช่วงไบเดนเป็นประธานาธิบดี เหตุการณ์โลกต่างๆ ไม่ว่าจะในตะวันออกกลาง รัสเซีย-ยูเครน, ไต้หวัน, คาบสมุทรเกาหลี, ทะเลจีนใต้, ฮ่องกง ความผันผวนคงมีอยู่ต่อไป แต่คาดการณ์ได้ว่าจะดำเนินต่อไปในลักษณะอย่างที่เห็น” ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าวต่อว่า แต่ถ้าทรัมป์มา จะเป็นความผันผวนที่คาดการณ์ไม่ค่อยได้ ในกรณีรัสเซีย-ยูเครนนััน ทรัมป์ก็อาจจะลดความขัดแย้งลง โดยพูดคุยกับรัสเซียมากขึ้น อาจจะลดการสนับสนุนยูเครนลง แต่กรณีเกาหลีเหนือและทะเลจีนใต้คาดการณ์ไม่ได้ เรื่องการกีดกันทางการค้า ก็คงขึ้นๆ ลงๆ คงเหมือนครั้งก่อน ที่มีการประกาศจะขึ้นภาษี เพราะการเจรจากันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ไม่คืบหน้า
ดังนั้น การกีดกันทางการค้า, เทคโนโลยี, การแข่งขันทางเอไอ (AI) อาจจะรุนแรงขึ้นหรือถอยก็ได้ แล้วแต่ว่าการเจรจาทางธุรกิจเป็นอย่างไร ทรัมป์เป็นนักเจรจา เขาก็จะส่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ข้างหน้า เป็นการซ้อนกันของ Political Economy (เศรษฐกิจและการเมือง) และเป็นการเทสต์ฟีดแบคของชนชั้นระดับกลาง วัยทำงาน และระดับฐานรากของสังคมอเมริกาอยู่ตลอดเวลา
ศ.ดร.สุรเกียรติ์ ยังกล่าวถึง 2 ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดีก็ตาม คือ 1.ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ และ 2.ด้านการเมือง-ความมั่นคง โดยข้อแรกแบ่งเป็น 1.1 ระบบเศรฐกิจระหว่างประเทศแบบเดิมๆ 1.2 ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศทางเลือกใหม่ Alternative International Economic order ที่กำลังเกิดขึ้น
“ผมเชื่อว่าสำหรับทรัมป์แล้ว การเปิดฟรีเทรด คงจะสั่นไหวพอสมควร เรื่องความตกลงการค้าเสรีของหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ไบเดนก็ไม่เอา ตอนนั้นมี TPP จาก บารัก โอบาม่า พอทรัมป์ขึ้นมาก็จะไม่เอา 11 ประเทศที่เหลือจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นขยับเป็น CPTPP ให้โปรเกรสซีฟขึ้น ทรัมป์ก็ไม่เอา เป็นต้น
กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) ที่ไทยก็พร้อมเข้าร่วม ซึ่งมี 7 ประเทศในอาเซียนเข้าร่วมนั้น ก็ต้องดูต่อไปว่าถ้าทรัมป์มาจะเอาหรือเปล่า รวมถึง องค์การการค้าโลก (WTO) ว่าจะเอาหรือเปล่า ซึ่งก็คงไม่ให้ความสำคัญมากนัก
ส่วนความสัมพันธ์กับจีน เรื่องการกีดกันทางการค้า น่าจะมากขึ้น กลายเป็นสงครามทางเทคโนโลยี แต่มากขึ้นแบบเอาแน่เอานอนไม่ได้
ผมคิดว่าถ้าทรัปม์ขึ้นมา คงเป็นลักษณะเอาใจ อุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการแข่งขันน้อย แต่มีความสามารถในการล็อบบี้สูง
แต่ถ้าเจรจากับจีนได้ในบางเรื่องขึ้นมา การกีดกันทางการค้ากับจีนก็อาจจะพลิก เป็นการไม่กีดกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่แรงกดดันในประเทศสูง เจรจาจีนไม่ได้ การกีดกันจะแรงทันที แบบ very unexpected เป็นสิ่งที่คงจะเกิดขึ้น มันจะเกิดความไม่แน่นอน ในมาตรการการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ โลกปั่นป่วนแน่ แต่จะปั่นป่วนไปทางไหน และมากน้อยแค่ไหนอย่างไร” ศ.ดร.สุรเกียรติ์ชี้
ศ.ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวต่อไปว่า โดยทั่วไปแล้วพรรครีพับลิกัน อาจจะสนใจในภาคเศรษฐกิจ มากกว่าเดโมแครต เนื่องจากมีฐานบริษัทใหญ่ๆ ในอเมริกามากกว่า แต่อย่าลืมว่า ‘ทรัมป์’ เป็นนักธุรกิจและนักเจรจา ด้วย
สำหรับ “แฮร์ริส” ถ้าเป็น IPEF คงเดินต่อแน่ เพราะเป็นโปรดักส์ที่เขาคงอยากเอามาแทน CPTPP เพราะไบเดนบอกแล้วว่าไม่เอา CPTPP

ส่วน “เอเปค” คงจะเดินต่อ เอเชียแปซิฟิกจะมีพาร์ทเนอร์ชิป ส่วนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ก็คงมีการแข่งขัน “สงครามการค้าและเทคโนโลยี” อย่างต่อเนื่องแต่คาดการณ์ได้ โดยอาจจะอาศัยกฎเกณฑ์บางอย่างเพื่อกีดกันอยู่บ้าง แต่ไม่อาศัย WTO เสียทีเดียว
จากนั้น ศ.ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวถึงหัวข้อ 1.2 ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศทางเลือกใหม่ โดยชี้ว่า การรวมกันแบบเดิมอาจจะถูกต่อต้านคล้ายๆ เดิม ขณะที่การรวมกันของ กลุ่มประเทศบริกส์ BRICS บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟฟริกาใต้ ที่เดิมมี 5 ประเทศ แต่เมื่อ ม.ค.ที่ผ่านมาเพิ่มอีก 6 ประเทศ ซึ่งมีประเทศที่น่าสนใจ ซาอุดิอาระเบีย, อาหรับเอมิเรตส์, อิหร่าน, อาเจนตินา อยู่ในนั้นด้วย และอีก 20 ประเทศเข้าคิวอยู่รวมถึงไทย เป็นอะไรสักอย่างที่เหมือนๆ กับจะมาแทน องค์การสหประชาชาติ (UN) และ องค์การการค้าโลก WTO
“ที่น่าสนใจคือ อินเดีย เป็นส่วนหนึ่งของ BRICS แต่พอเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ดูเหมือนจะไม่ค่อยอยู่กับจีนเท่าไหร่ มาอยู่กับตะวันตก แต่พอมีสงครามยูเครน-รัสเซีย อินเดียไม่ได้อยู่กับตะวันตก เพราะมีประวัติศาสตร์ใกล้ชิดกับรัสเซีย จะเห็นว่าการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มันเริ่มเมิร์ช (merch) กัน
สงครามแบบใหม่ (economic war) กับ สงครามแบบดั้งเดิม (traditional warfare) แบ่งแยกดินนั้น มันไม่ได้แยกขาดจากกันเหมือนเมื่อก่อน แต่มีผลเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ทำให้แต่ละประเทศมีจุดยืนในแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน นี่คือความยากของประเทศไทย จากที่เราเข้าใจว่า ประเทศนี้อยู่ฟากนี้ ประเทศนี้อยู่อีกฟากนั้น ไม่ได้แล้ว
ซึ่ง BRICS เริ่มคิดถึงระบบการชำระเงินที่จะมาแทน SWIFT พอรัสเซียถูกแซงชั่น เรื่องระบบ SWIFT คนก็เริ่มหันมาใช้ระบบที่จีนคิดค้นในปี 2015 เรียกว่า CIPS คนหันไปสนใจจีนแค่นั้นไม่พอ BRICS ก็ยังคิดระบบการโอนเงินระหว่างประเทศที่ไม่ต้องพึ่งใครเลย ของแบบนี้เกิดขึ้นยากมากในยุคปกติ ถ้าไม่ได้เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน แล้วเกิดแซงชั่นอย่างมหาศาลขึ้นมา แค่คิดของพวกนี้ 10 ปีไม่รู้จะคิดได้หรือเปล่า แต่เพียงไม่กี่ปีมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นกันมากมายขนาดนี้ เราเห็นแล้วว่าถ้าไม่ได้สนิทกับอเมริกา ตะวันตก แล้วเกิดขัดแย้งกัน แล้วถูกแซงชั่นแบบนี้ขึ้นมา โอนเงินระหว่างประเทศไม่ได้ จะทำอย่างไรดี” ศ.ดร.สุรเกียรติ์ระบุ
ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าวต่อไปว่า ระบบเงินสำรองระหว่างประเทศ ของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF) ที่เรียกว่า Special Drawing Right (สิทธิไถ่ถอนเงินจาก IMF) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น บอร์ดของ IMF ให้ความสำคัญกับเงินหยวน เอาโควต้าของเงินเยนและปอนด์ ไปให้เงินหยวน
“ตอนนี้โควต้าในตะกร้าของ SDR มาที่ 1 คือ ดอลลาร์ 2.ยูโร 3.หยวน และ 4.ปอนด์ แต่ BRICS ยังมองหาการสร้าง global research ที่เป็นสกุลเงินของ BRICS ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ มันเกิดกระบวนการที่นักเศรษฐกิจระหว่างประเทศเรียกว่า ‘ใช้ดอลลาร์ให้น้อยลง’ ใช้การสำรองระหว่างประเทศเป็นดอลลาร์ให้น้อยลง ดอลลาร์ยังมีสัดส่วนมากที่สุด แต่เงินหยวน เริ่มใช้ในการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น
ประธานดี สี จิ้นผิง ไปเยือนซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่ผลิตพลังงานมากที่สุด ตกลงว่าจากนี้ไปจะใช้เงินหยวนในการซื้อขายพลังงาน การแข่งขันทางการเงิน ไม่ค่อยเป็นข่าว แต่เชื่อหรือไม่ว่ารุนแรงและหนัก ตะวันตกยอมรับไม่ได้ยิ่งกว่าเรื่องการค้า และอาจจะมากกว่าเรื่องเทคโนโลยีด้วยซ้ำ
เพราะอเมริกาพูดตลอดว่า พิมพ์แบงค์เท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร มีคนพร้อมถือดอลลาร์ แต่ถ้ายูโร เงินหยวน มีบทบาทขึ้นมาก เพราะรัสเซียถูกแซงชั่น จีนบอก ไม่เป็นไร ฉันจะซื้อขายพลังงานจากรัสเซีย แต่ขอใช้เงินหยวนนะ กลายเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศมากเกินกว่าที่จีนเองต้องการ นี่คือสงครามทางการเงิน ที่ซ่อนอยู่ข้างใน และทำให้เกิดความตึงเครียดหนัก (tension) ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน” ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าว
ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า ตนมองว่าด้วยประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์หรือแฮร์ริสเข้ามา เรื่องทางเลือกของระบบเศรษฐกิจใหม่, การรวมกลุ่มของ BRICS, การใช้ระบบโอนเงินระหว่างประเทศ ขึ้นมาแทน SWIFT, การสร้างเงินสำรองระหว่างประเทศ โดยลดบทบาทเงินดอลลาร์ ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดี ก็จะถูกต่อต้านคล้ายๆ กัน

“ผมว่าการเมืองความมั่นคงระหว่างประเทศ ในเรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครน คิดว่าถ้าเป็นทรัมป์ เขาจะพยายามยุติสงคราม เพราะมั่นใจว่ามีความสนิทกับปูติน แต่ก็ต้องดูต่อไปว่า ถ้าถึงเวลาเป็นประธานาธิบดีจริงๆ จะทำได้หรือเปล่า เพราะอาจจะขัดกับตะวันตก แต่สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือ รีพับลิกัน อาจจะให้การสนับสนุนยูเครนลดลง ทั้งงบประมาณและการช่วยเหลือทางทหาร เพราะตอนนี้อาวุธที่สหรัฐฯ ต้องการ ก็ได้รื้อสต๊อกไปเกือบหมดแล้ว ขึ้นอยู่กับตรงนี้ด้วย เป็นการเมืองของ Arms production แต่ถ้าแฮร์ริสน่าจะสนับสนุนยูเครนต่อไป แม้ว่าสภาคองเกรส อาจจะไม่เต็มใจเหมือนเมื่อก่อน แต่ตราบใดที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังพอไปได้ ผมคิดว่าแรงกดดันในการไม่ให้งบฯ สนับสนุนยูเครน คงจะไม่มากนัก แฮร์ริสคงเดินหน้าสนับสนุนยูเครนต่อ ทั้งเชิงการเมืองและการทหาร
ส่วนปัญหาตะวันออกกลาง ผมคิดว่าในที่สุดแล้ว จุดยืนตะวันออกกลาง ไม่น่าจะต่างกันมากนัก น่าจะคล้ายๆ กัน เพราะว่าพลังของอิสราเอล พลังของชาวยิวที่อยู่ในอเมริกา ยังสามารถเชฟ Public Opinion คนอเมริกันได้อยู่ จุดยืนต่อผู้ก่อการร้าย คงคล้ายกัน และคงมองเหมือนกันว่า ’อิหร่าน‘ เป็นศัตรูทางการเมืองและความมั่นคง ซึ่งที่ผ่านมา อิสราเอลก็อยากให้อิหร่านตอบโต้ ถ้ามีปัญหาอเมริกาช่วยเหลือในด้านข่าว อาวุธ การเมือง แต่ไม่เข้าร่วมรบ
แต่ถ้าอิหร่านเข้ามา อเมริกาเข้าร่วมรบ ดังนั้น อิหร่านจะตอบโต้อิสราเอบเมื่อไร่ ก็จะบอกอเมริกาให้รู้ล่วงหน้าโดยไม่เป็นข่าว และจะตอบโต้ให้มากที่สุด ที่จะพอหยามอิสราเอลได้ แต่ไม่มากถึงขนาดที่อเมริกาจะถือว่าเข้าสู่สงคราม เมื่อไหร่ที่คาดการณ์กันผิด ก็อาจจะเป็นสงครามที่ขยายวงออกไปค่อนข้างมาก ดังนั้น ผมคิดว่าข้อจำกัดจากการมองทีท่าแบบนี้ จะยังคล้ายๆ เดิม จุดยืนที่อเมริกายังคงไม่กล้าห้ามอิสราเอลมากว่าที่เป็นอยู่ ก็คงเหมือนเดิม” ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าว
ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าวต่อไปว่า ส่วนปัญหากับ ‘จีน’ คิดว่าทั้ง 2 พรรค คงใช้นโยบายแหย่จีนเหมือนเดิม ให้จีนนั้นไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้
“ส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าตะวันตกคิดผิด การแหย่ให้จีนไปหมกหมุ่นกับ ไต้หวัน ฮ่องกง ทะเลจีนใต้ แล้วจะได้ห่างจากรัสเซีย ไม่มีเวลามาดูแลอาเซียน และ BRICS มากเท่าที่ควร แต่ 3 ปีที่ผ่านมามันกลับตรงกันข้าม ยุทธศาสตร์ของตะวันตก ทำให้จีนกับรัสเซียใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม และทำให้ประเทศกลางๆ กลับเข้าข้างจีนมากขึ้น เพราะเดินหน้าเรื่องการพัฒนา และอยู่ร่วมอย่างสันติ
ฉะนั้น ผมคิดว่า การแหย่จีนเรื่องไต้หวัน ให้ความสนับสนุนไต้หวันในเชิงการเมือง น่าจะยังมีต่อไป และจีนก็คงพยายาม ‘ล้อมแต่ไม่รบ’ ต่อไป แต่เพียงแค่นี้ประเทศไทยก็เดือดร้อนแล้ว คราวที่แล้ว แค่มีการฝึกอาวุธ เครื่องบินขับไล่ การบินไทยต้องหยุดบิน การขนส่งจากอาเซียนไปเกาหลี, ญี่ปุ่นก็ต้องหยุด ลองจีนล้อมแต่ไม่รบสัก 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจของไทย” ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าว
ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าวอีกว่า จีนมีพันธมิตรอยู่ใน BRICS ในเวทีการลงทุนของเอเชีย มีเพื่อนอยู่ในอาเซียน ตนเชื่อว่าสหรัฐฯ แฮร์ริสน่าจะทำได้มากกว่า ทรัมป์ ในการดึงพันธมิตรของจีนออกไปอยู่กับอเมริกามากขึ้น เช่น IPEF ก็เป็นการดึงพันธมิตรของอาเซียน ที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ One Belt One Road (OBOR) ซึ่งอินเดีย ยังไม่เข้า RCEP อาจจะแตะมือกับสหรัฐฯ มากขึ้น เป็นต้น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา บทบาทขององค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ UN ถูกด้อยค่าไปอย่างมาก เลขาธิการสหประชาชาติ ออกมาบอกว่า “อิสราเอล บุกเข้าราฟาห์ อย่าทำอย่างนั้น ต้องให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม” ก็มองว่า เลขาฯ UN ควรจะถูกไล่ออกได้เล้ว เพราะทำอะไรไม่ได้เลยในเรื่องปัญหาตะวันออกกลาง ฉะนั้น บทบาทความเป็นผู้นำในการไกล่เกลี่ยเพื่อสันติภาพ หายไป ผลปรากฏว่า มติของสมัชชาใหญ่ กลายเป็นแค่คำแนะนำ ไม่มีผลผูกพัน มติที่จะมีผลผูกพันคือ มติของ “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” แต่ก็จะต้องไม่มีเสียงวีโต้ ของ 5 ประเทศ ดังนั้นเมื่อมีเรื่องไม่พอใจ ประเทศเหล่านั้นก็จะวีโต้ มติที่จะมีผลผูกพันก็ออกไม่ได้ ถูกด้อยค่าลงไป เช่น ศาลโลกให้ทำ แต่อิสราเอลไม่ทำหน่วยรักษาสันติภาพของยูเอ็น ธงยูเอ็นอยู่ที่ไหน จะไม่มีการโจมตี แต่เราก็เห็นแล้วว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่เลบานอน ก็ถูกโจมตีกระเจิดกระเจิง มีคนบาดเจ็บ ซึ่งยูเอ็นก็ประท้วง แต่ไม่มีผลเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม อาหาร การแพทย์ เราก็เห็นแล้วว่า ในฉนวนกาซา ทางใต้ของเบรุก ที่รบกัน หรือ ในยูเครน-รัสเซีย ว่ากฎหมายระหว่างประเทศ ถูกละเลยเป็นอย่างยิ่ง
ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า สำหรับความขัดแย้งของเมียนมาจะซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งมีอยู่ 3 ระดับ คือ 1.ชนกลุ่มน้อยขัดแย้งกันเอง พอมีปฏิวัติรัฐประหาร ก็เกิดความขัดแย้งอีกระดับ คือ 2.ระหว่างรัฐบาลทหารและฝ่ายต่อต้าน (กองกำลังพิทักษ์ประชาชน) ซึ่งมีหมอ นักศึกษา นักธุรกิจ นักวิชาการเข้าป่า ก็มีการช่วยเหลือทางอาวุธจากประเทศข้างนอก คือสองระดับของความขัดแย้ง ส่วนระดับสุดท้ายเพิ่งเกิดขึ้นปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันนี้ คือ 3.ระดับจีโอโพลิติกส์ ที่เข้ามาอยู่ข้างบ้าน คืออยู่ในเมียนมา
เมื่อรัฐตอนเหนือของเมียนมา ได้รับการสนับสนุนจากใครก็ไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็น โกก้าง ว้า ชิน คะฉิ่น รวมถึงยะไข่ ก็เข้มแข็งขึ้น จนรัฐบาลทหารเมียนมาไม่สามารถเอาชนะได้ ซึ่งไทยไม่ค่อยมองผ่านเลนส์อันใหม่ ยังมองแบบเก่าว่ายังไงรัฐบาลทหารเมียนมาก็ชนะ แต่ความจริงไม่ชนะ แต่ไม่แพ้
“ฉะนั้น ประเทศไทยที่มีพรมแดนติดกัน 2,400 กิโลเมตร เวลาเราปัญหา ทางภาคเหนือ ตะวันตก กับส่วนกลาง มัณฑะเลย์, เนปิดอว์, ย่างกุ้ง บางเรื่องจะพูดกับรัฐบาลทหารเมียนมาได้ แต่บางเรื่องต่องไปพูดกับคนอื่น ซึ่งสหรัฐฯ เริ่มเห็นเรื่องนี้ ปล่อยให้อิทธิพลของภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาแบบนี้ไม่ได้ สหรัฐฯ ก็เริ่มจะเข้ามา ซึ่งไม่ได้เป็นความลับอะไรนักมีการแตะมือสื่อสารกับรัฐบาลทหารของเมียนมา มันเลยเป็นการขัดแย้งกันของมหาอำนาจ เหมือนที่เราเห็นอย่างในทะเลจีนใต้ แต่อันนี้มันอยู่ข้างบ้าน อันตรายของเราคือว่า เราก็ยังไปนั่งท่องฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ซึ่งผ่านมา 3 ปี แล้ว เรายังไม่บรรลุสักข้อ
ตอนนี้อาเซียนก็คิดว่าจะทำ ทรอยก้าพลัส คุยในวงกว้างขึ้น ต้องคุยกับจีน อินเดีย บังคลาเทศด้วย ว่าจะทำอย่างไรที่ ทรอยก้าพลัสของอาเซียน จะเดินไปสู่สันติภาพในเมียนมาได้ เพราะความขัดแย้งของมหาอำนาจอยู่ในเมียนมา ดังนั้น การจะแก้ได้ไม่ใช่เรื่องรัฐบาลทหารเมียนมากับกองกำลังเท่านั้น แต่มันมีคนถือหางซึ่งปัญหาหลักของไทย คือ ผู้อพยพพลัดถิ่น ชาวเมียนมา ที่เข้ามาอยู่ ไม่ได้จดทะเบียน 2 ล้านคน
และเป็นแรงงานที่สำคัญของเรา ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมที่เราริเริ่มขึ้นปลายปีที่แล้ว จะทำต่อไหม ไทยมีความสามารถสูงในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั้ง 2 ฟาก และทั้งจีนและอเมริกาก็สนับสนุนไทย การที่จะผลักดันให้มีการเจรจาหาทางออก เราต้องเข้าใจว่า แต่ละฝ่ายที่ขัดแย้ง มีผู้สนับสนุน ที่เป็นมหาอำนาจอยู่ข้างนอก ซึ่งขัดแย้งอยู่ข้างบ้านเราเลย

โดยสรุปไม่ว่าใครชนะ โลกก็ผันผวนต่อไป ผมว่าไทยต้องกวาดสัญญาณในอนาคตให้ดี เพราะกระทบจุดยืน ปากท้องของไทย เราไม่ได้ขัดแย้งกับรัสเซีย-ยูเครน แต่พอเขาแซงชั่นพลังงาน ราคาพลังงานขึ้น ค่าครองชีพขึ้น คนยากคนจนเดือดร้อนทันที ทั้งๆ ที่ไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งอะไรด้วยเลย
ฮูตี โจมตีเรือที่ผ่านทะเลแดง พอเรือผ่านทะเลแดฃมาไม่ได้ ต้องไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป แอฟริกาใต้ ค่าระวางเรือขึ้น สินค้าเราแพงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการส่งออกก็สูงขึ้น ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไร ฉะนั้นอะไรที่อยู่ไกลๆ ในโลกปัจจุบันนี้ มันกระทบกับเราอยู่ดี อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ถึงแม้ว่าเราจะสนใจแต่เรื่องแม่ตั๊ก กับ ดิไอคอน จนเราลืมไปแล้วว่าคนที่น้ำท่วมอยู่ที่เชียงรายยังไม่มีกิน แล้วเราก็ลืมไปแล้วว่าคนในตะวันออกกลาง เสียชีวิตไปแล้วกี่ร้อย กี่พัน” ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าว
ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าวต่อว่า เราต้องกวาดสัญญาณในอนาคตให้ดี บทบาทแรกตนคิดว่า 1.เราต้องทันเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน’ ที่มีการกีดกันทางการค้า และมีเศรษฐกิจทางเลือกเพิ่มขึ้นมา เราจะเอาทางไหน ไม่เอาทางไหน หรือไปทั้งสองทาง แต่ต้องฟังกระแสมหาอำนาจให้ดี ว่าอันไหนจะรุ่ง จะร่วง AI เราต้องตามให้ทันโลก เราต้องเป็นเอไอยูเซอร์ให้ได้ การเมือง ดูแค่จีน-อเมริกาไม่พอ ต้องดูว่าเขาขัดแย้งกันเรื่องอะไร ผลประโยชน์อยู่ที่ไหน รัสเซียยูเครน ขัดแย้งกันเรื่องอะไร แล้วประเทศที่เข้าข้างแต่ละฝั่งไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เราชี้ไม่ได้ว่าประเทศไหนอยู่ข้างใคร สังคมเราต้องตามให้ทัน
“ตอนนี้สังคมเขาพูดกันเรื่อง sustainbilty (ความยั่งยืน) เรื่องประชาธิปไตย เรื่อง human rights (สิทธิมนุษยชน) เป็นสำคัญ ฉะนั้นเราจะไปพูดแต่เรื่องไทย ว่าเราจะใส่กางเกงช้างแล้วให้ทุกคนใส่ด้วย ซึ่งก็ดีนะ ผมไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่า โลกเขากำลังสนใจพูดถึงอะไร ผมว่าเราต้องวางจุดยืนประเทศ ให้ปลอดภัย AI อย่าให้คนอื่นเขาแซง เอไอไม่ได้แย่งงานเรา แต่คนใช้เป็นจะแย่งงานคนใช้ไม่เป็น จุดยืนของเราคือไม่เป็นคู่ขัดแย้ง แต่ไม่เป็นคู่ขัดแย้งอย่างให้ผลไม่มากระทบเรา
เรามีคุณสมบัติหนึ่ง คือเป็นสะพานเชื่อมที่ดี แต่อย่าไปเชื่อมในเรื่องที่เราไม่มีพลัง ปัญหารัสเซีย-ยูเครน ตะวันออกกลาง เราไม่มีพลังจะเชื่อม เราเชื่อมคู่ขัดแย้งที่พอมีพลัง ก็คือ ‘เมียนมา‘ เรื่องการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ผมว่าเราต้องเดิน
ทางที่ 2.หาทางออกจากความขัดแย้ง เรามีทางเป็นผู้ผลักดันคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ อย่าง กรณี ทะเลจีนใต้ เราอาจร่วมมือกับอาเซียน ให้ไม่เกิดความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ได้ เหมือนรูปแบบที่เราทำกับมาเลเซียตั้งแต่ปี 1978 เราพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ไม่มีความแตกร้าว
ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร โลกก็คงป่วน แต่จะป่วนแบบคาดการณ์ได้หรือไม่ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องกวาดสัญญาณอนาคต” ศ.ดร.สุรเกียรติ์สรุป

