หน้าแรก ต่างประเทศ เจาะลึกศึกชิง...

เจาะลึกศึกชิงทำเนียบขาว : จับทิศทางสัมพันธ์มะกัน-จีน หลังเลือกตั้งปธน.สหรัฐ2024

25.10.24 | 11:21 น.

ก ารเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี ค..2024 ที่เป็นการแข่งขันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน กับคามาลา แฮร์ริส ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต นับเป็นการแข่งขันที่มีความคู่คี่สูสีมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ภายหลังการถอนตัวของนายโจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งมีปัญหาด้านอายุและสุขภาพ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีช่วงหลังหลายครั้งที่ผ่านมา ที่ประเด็นปัญหาใหญ่ที่ชาวอเมริกันให้ความสำคัญและความสนใจมักมุ่งเน้นประเด็นปัญหาภายในประเทศที่สำคัญ ประกอบด้วย ภาษี การว่างงาน อาวุธปืน การทำแท้ง ผู้อพยพ และการประกันสุขภาพ 

ประเด็นปัญหาสำคัญ ภายในประเทศทั้งหลายเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับต่างประเทศ ที่สำคัญ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ที่มีความขัดแย้งกันอย่างเด่นชัดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 2010 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นประเด็นที่มีการนำเสนอเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับ คามาลา แฮร์ริส 

จากแนวคิดและหลักการการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศ ที่วางอยู่บนพื้นฐานของสุนทรพจน์การอำลาตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาของจอร์จ วอชิงตัน และลัทธิมอนโรว์ใน ค..1823 ที่กลายเป็นการกำหนดและการดำเนินนโยบายต่างประเทศตามแนวคิดโดดเดี่ยวตนเอง (Isolationism) จนภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โลกก้าวสู่ความขัดแย้งช่วงสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศทั้งหลายทั่วโลก กำหนดนโยบายปิดล้อม (Containment Policy) ประเทศสังคมนิยม ที่สำคัญ คือ สหภาพโซเวียตและจีน เพื่อป้องกันการแพร่ขยายของคอมมิวนิสต์ การสิ้นสุดของสงครามเย็นทำให้โลกก้าวสู่ยุคหลังสงครามเย็นที่มิติทางเศรษฐกิจเพิ่มความสำคัญมากขึ้น ทำให้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกามุ่งเน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น การทะยานเป็นมหาอำนาจของจีนนับตั้งแต่การเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกใน ค..2001 และการเป็นมหาอำนาจจากการที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกแทนที่ญี่ปุ่นใน ค..2010 ก่อให้เกิดการท้าทายกับสหรัฐอเมริกาอย่างเด่นชัด จนกลายเป็นประเด็นที่ผู้สมัครจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างใช้ประเด็นความสัมพันธ์กับจีนเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค..2024 

ในทางทฤษฎี การกำหนดนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่มาจากพรรครีพับลิกันที่มีรากฐานจากแนวคิดสัจนิยม (Realism) จะนำไปสู่นโยบายต่างประเทศแบบมหาอำนาจเดียว (Unipolar) แตกต่างจากพรรคเดโมแครตที่มีรากฐานจากแนวคิดเสรีนิยม (Liberalism) จะนำไปสู่นโยบายต่างประเทศแบบพหุภาคี (Multilateralism) แต่ในทางปฏิบัติการกำหนดและการดำเนินนโยบายต่างประเทศทั้งสองแบบจากพรรคการเมืองทั้งสองพรรคมีแนวโน้มโอนเอียงเข้าหากัน และหากพิจารณาจากพื้นฐานแนวคิดที่ว่านโยบายต่างประเทศเป็นส่วนขยายของนโยบายภายในประเทศ ซึ่งเป็นไปเพื่อสนองตอบต่อผลประโยชน์แห่งชาติด้วยแล้ว นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ และคามาลา แฮร์ริส ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาด้วยกันทั้งสิ้น

ด้วยปัจจัยทางจิตวิทยาที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน มาจากครอบครัวนักธุรกิจ สำเร็จการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย และกลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จนกลายเป็นนักธุรกิจที่มั่งคั่ง ก่อนผันตัวเองจนกลายเป็นนักการเมือง จนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริการะหว่าง ค..2017 ถึง 2021 ด้วยแนวคิดการสร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง (Make America Great Again) ทำให้คาดหมายถึงนโยบายต่างประเทศจะมุ่งเน้นผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ การเผชิญหน้ากับจีนทางเศรษฐกิจจะเพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากจีนมีนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญ คือ ด้านการค้า จากการค้าที่ไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ จากการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมนำไปสู่การขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากจีน ทำให้จีนตอบโต้จนนำไปสู่สงครามการค้าระลอกใหม่ ด้านการลงทุน จากความพยายามการดึงการลงทุนจากภายนอกกลับสู่สหรัฐอเมริกาเพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน ย่อมกระทบกับความสัมพันธ์กับจีนเช่นกัน 

Advertisement

ด้านการเงิน ความพยายามลดความสำคัญของดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มความสำคัญของเงินหยวน ย่อมนำไปสู่การเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น ส่วนด้านการเมืองและความมั่นคง จากแนวคิดของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แสดงออกหลายครั้ง ย่อมมีนัยถึงความพยายามยุติหรือลดความขัดแย้งหรือให้ประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งเจรจาระหว่างกันหรือการประนีประนอมไกล่เกลี่ย ที่สำคัญ คือ จีนกับไต้หวัน หรือมีความเป็นไปได้น้อยที่สหรัฐอเมริกาจะส่งทหารออกนอกประเทศ เพราะจะทำให้สหรัฐอเมริกาได้ไม่คุ้มเสีย การกำหนดนโยบายด้านการเมืองและความมั่นคงของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงมุ่งเน้นการรักษา สถานภาพเดิมมากกว่า เว้นเสียแต่ว่าความขัดแย้งด้านการเมืองและความมั่นคงจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ย่อมทำให้สหรัฐอเมริกาเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างที่คาดไม่ถึงบนพื้นฐานที่นอกเหนือความคาดหมายหรือความยากในการคาดเดาในการตัดสินใจของโดนัลด์ ทรัมป์ 

ขณะที่ คามาลา แฮร์ริส ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต นับเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เป็นบุตรของผู้อพยพที่มีบิดาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผิวสีเชื้อสายจาเมกาและมารดาเป็นนักวิจัยด้านมะเร็งเชื้อสายอินเดีย สำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโฮวาร์ดและกฎหมายจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่แฮสติ้ง เคยเป็นอัยการและสมาชิกวุฒิสภา ระหว่างการดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีมีโอกาสเข้าร่วมการพบปะเจรจากับผู้นำของประเทศต่างๆ และการเข้าประชุมระหว่างประเทศหลายครั้ง การกำหนดและดำเนินนโยบายต่างประเทศของคามาลา แฮร์ริส หากชนะการเลือกตั้ง จึงขึ้นอยู่กับว่าจะแต่งตั้งบุคคลที่เป็นทีมงานของตนเองใหม่ หรือบุคคลที่มาจากทีมของโจ ไบเดน หรือผสมผสานกัน 

สำหรับจุดยืนของคามาลา แฮร์ริส ที่มีต่อจีนเป็นไปตามแนวคิดของพรรคเดโมแครตที่เน้นประชาธิปไตย การค้าเสรี และสิทธิมนุษยชน ทำให้การเผชิญหน้ากับจีนมีความแหลมคมมากขึ้น ที่สำคัญ คือ ด้านการเมือง จากการที่จีนมีความคิดริเริ่มที่สำคัญหลายประการ ด้านการเมือง จากแนวคิดความคิดริเริ่มความมั่นคงของโลก (Global Security Initiative : GSI) ของจีนที่เน้นการสร้างความสมดุลด้านความมั่นคง การแผ่ขยายอำนาจของจีนในกรณีไต้หวัน ฮ่องกง ทะเลจีนใต้ เอเชียกลาง เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และไปทั่วโลก ทำให้สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มสูงที่จะปิดล้อมจีนอย่างต่อเนื่องผ่านการเจรจาความมั่นคงจตุภาคีหรือควอด (Quadrilateral Security Dialogue : Quad) ที่ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย ส่วนหนึ่งวางอยู่บนพื้นฐานแนวคิดอินโดแปซิฟิก (Indo-Pacific) ที่เข้ามาแทนที่เอเชียแปซิฟิก เพราะมีอินเดียเข้ามาร่วมด้วย และออคัส (AUKUS) ที่ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ขณะที่จีนมีบริกส์ (BRICS) และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization : SCO) เป็นกลุ่มความร่วมมือที่สำคัญสำหรับการแสวงหาพันธมิตรและก้าวข้ามการปิดล้อมของสหรัฐอเมริกา 

ด้านเศรษฐกิจ ที่สำคัญ คือ ด้านการค้าคามาลา แฮร์ริส มีแนวคิดที่ไม่แตกต่างจากโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับการขึ้นภาษีหรือตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าจีน การเสนอแนวคิดความคิดริเริ่มการพัฒนาของโลก (Global Development Initiative : GSI) นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative : BRI) และธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Asian Infrastructure Investment Bank : AIIB) ของจีน ทำให้สหรัฐอเมริกามีนโยบายปกป้องจะเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือที่มีอยู่เพิ่มมากขึ้น และเพิ่มความร่วมมือกับกลุ่มความร่วมมืออื่น ที่สำคัญ คือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโดแปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework) เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น และด้านสังคม จากประเด็นความขัดแย้งด้านสิทธิมนุษยชน เช่น ชาวอุยกูร์ที่ซินเจียง ผู้ประท้วงที่ฮ่องกง เป็นต้น นับเป็นประเด็นที่อาจสร้างความขัดแย้งขึ้นมาภายหลัง 

ดังนั้น การแข่งขันการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใน ค..2024 ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน กับคามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต ย่อมส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยรวม ปัญหาอุปสรรคสำคัญของการคาดหมายของนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อจีน สำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ มาจากการตัดสินใจที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ แตกต่างจากคามาลา แฮร์ริส ที่มาจากการจะใช้ทีมงานด้านต่างประเทศว่าจะมาจากกลุ่มบุคคลใดเป็นสำคัญ

ธโสธร ตู้ทองคำ

สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  

สมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย