
‘บียอนเซ่’ ขึ้นเวทีหาเสียงหนุน ‘แฮร์ริส’ ชูสิทธิทำแท้ง โพลชี้สุดร้อน ‘แฮร์ริส-ทรัมป์’ คะแนนนิยมเสมอกัน
บียอนเซ่ นักร้องซุปเปอร์สตาร์ ได้ขึ้นเวทีหาเสียงสนับสนุนให้กับนางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีและผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต สู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส เมื่อช่วงค่ำคืนวันศุกร์ (25 ต.ค.) ที่ผ่านมา ในเวลาที่เหลือเพียง 11 วัน ที่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ท่ามกลางคะแนนนิยมระหว่างแฮร์ริส กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีและคู่แข่งจากพรรครีพับลิกันยังคงสุดสูสี

การขึ้นเวทีครั้งนี้ของบียอนเซ่ ในเมืองฮิวสตัน อันเป็นบ้านเกิดของเธอ พร้อมด้วยเคลลี โรว์แลนด์ อดีตสมาชิกร่วมวง Destiny’s Child บียอนเซ่ไม่ได้ร้องเพลง แต่มากล่าวหาเสียงสนับสนุนนางแฮร์ริส ที่การหาเสียงในวันนี้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นสิทธิการทำแท้ง ซึ่งมีประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยราว 30,000 คน
บียอนเซ่กล่าวว่า ตนมาที่นี่ไม่ใช่ในฐานะคนดังหรือนักการเมือง แต่มาในฐานะแม่คนหนึ่งที่ห่วงใยโลกอย่างลึกซึ้ง โลกที่เราต่างมีอิสระในการควบคุมร่างกายของเรา และว่า “อิสรภาพของคุณคือสิทธิที่พระเจ้าประทานให้ เป็นสิทธิมนุษยชนของคุณ” และว่า “ถึงเวลาแล้วสำหรับอเมริกาที่จะร้องบทเพลงใหม่”

ก่อนที่บียอนเซ่ จะกล่าวต้อนรับนางแฮร์ริสขึ้นบนเวที โดยแฮร์ริสกล่าวถึงอันตรายของทรัมป์และพรรครีพับลิกันที่อาจมีต่อสิทธิในการทำแท้งทั่วประเทศหากทรัมป์ได้รับเลือก
“ความจริงก็คือคนใกล้ชิดกับโดนัลด์ ทรัมป์มากที่สุดตอนที่เขาเป็นประธานาธิบดี เข้าใจดีมากๆ ถึงอันตรายและภัยคุกคามที่เขามีต่ออเมริกาและข้อเท็จจริงที่ว่าเขาไม่เหมาะที่จะดำรงตำแหน่ง” แฮร์ริสกล่าว

ในขณะที่แฮร์ริสหาเสียงอยู่ที่เมืองฮิวสตัน ส่วนทรัมป์อยู่ที่เมืองออสติน ในรัฐเท็กซัสเช่นกันในช่วงเย็นวันเดียวกัน ในการบันทึกเทปให้สัมภาษณ์ในรายการ “The Joe Rogan Experience,” ซึ่งเป็นรายการฮิตที่สุดทางพอดแคสต์ในอเมริกา ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง

การสัมภาษณ์ทรัมป์ส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยในหัวข้อที่หลากหลาย รวมถึงเรื่องยูเอฟโอ แฟ้มลับเหตุการณ์ลอบยิงสังหารอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ ของสหรัฐ แต่ไม่ได้มีการลงรายละเอียดถึงนโยบายของทรัมป์แต่อย่างใด และทรัมป์ยังหลีกเลี่ยงที่จะแตะถึงประเด็นการทำแท้งที่เขาต่อต้านอีกด้วย
ขณะที่โพลสำรวจของนิวยอร์กไทม์ส/เซียนาคอลเลจ เผยแพร่ล่าสุดในวันศุกร์ชี้ว่าการแข่งขันยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด โดยผลสำรวจพบว่าทรัมป์และแฮร์ริสมีคะแนนนิยมเท่ากันที่ 48%
