กต.ยัน ‘เอ็มโอยูปี 44’ กำหนดให้ไทย-กัมพูชาเจรจาให้ชัด ไม่ได้มัดไทยยอมรับเส้นอ้างสิทธิกัมพูชา ยกสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสชี้ชัด ‘เกาะกูด’ เป็นของไทย เผยชงครม.ตั้งคกก.เจซีทีฝ่ายไทยก่อนนัดเจรจากัมพูชา
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นางสุพรรณวษา โชติกญาณ ถัง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย แถลงถึงข้อมูลภูมิหลัง รวมทั้งสถานะล่าสุด เรื่องพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือโอซีเอ (Overlapping Claims Area: OCA) ระหว่างไทย-กัมพูชา
นายนิกรเดช กล่าวว่า การแถลงครั้งนี้เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ต้องการส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆ มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายการต่างประเทศที่สำคัญบนพื้นฐานของความรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งที่เกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่และการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ และที่มาของแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สำคัญๆ ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างความตระหนักรู้ เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยของสาธารณชน ด้วยความร่วมมือของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นหุ้นส่วนการสื่อสารที่สำคัญของกระทรวงการต่างประเทศ
ด้านนางสุพรรณวษา ได้อธิบายเขตทางทะเลประเภทต่างๆ และกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 รวมทั้งที่มาของโอซีเอระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งมีขนาดประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ที่เกิดจากการประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทยของทั้งไทยและกัมพูชา โดยทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันผ่านการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วย พื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2544 หรือที่เรียกกันว่าเอ็มโอยูปี2544 ซึ่งเป็นความตกลงที่กำหนดกรอบและกลไกการเจรจาระหว่างกัน โดยไม่ได้เป็นการยอมรับการอ้างสิทธิทางทะเลของอีกฝ่าย ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเจรจากันต่อไป
อธิบดีกรมสนธิสัญญา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เอ็มโอยูปี 2544 ระบุให้ดำเนินการทั้งเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลและการพัฒนาพื้นที่ร่วมไปพร้อมกัน โดยให้ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาหารือกันบนพื้นฐานของหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และผลประโยชน์ร่วมกันกลไกหลักของการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่โอซีเอภายใต้เอ็มโอยูปี 2544 คือคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค หรือเจทีซี (Joint Technical Committee: JTC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งประกอบด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ด้านความมั่นคง กฎหมาย และพลังงาน โดยที่ผ่านมา มีการประชุมเจซีที 2 ครั้ง เมื่อปี 2544 และ 2545 นอกจากนี้ยังมีกลไกย่อยอื่นๆ ได้แก่ คณะอนุกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Sub-JTC) คณะทำงานร่วมไทย-กัมพูชาเกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเล และคณะทำงานร่วมไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับระบอบพัฒนาร่วม
นางสุพรรณวษา กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางร่วมในการแก้ไขปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนดังกล่าว ที่ทั้งไทยและกัมพูชา เห็นสอดคล้องกันทั้งในระดับนโยบายและระดับเทคนิค คือ 1.ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศจะต้องยอมรับข้อตกลงได้ 2.จะต้องนำเรื่องให้รัฐสภาของทั้ง 2 ประเทศพิจารณาให้ความเห็นชอบ และ 3.ข้อตกลงจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างการเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแต่งตั้งองค์ประกอบของเจทีซี (ฝ่ายไทย) โดยในเจซีทีจะมีกรรมการ ประมาณ 20 คน ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคงเป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ทั้งด้านความมั่นคง กระทรวงพลังงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสนธิสัญญา เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องในส่วนของไทย และเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายได้แต่งตั้งองค์ประกอบของเจทีซีแล้ว จึงจะมีการเสนอกรอบการเจรจาให้รัฐบาลเห็นชอบ หลังจากนั้นจะทาบทามการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา รวมถึงแต่งตั้งกลไกย่อยต่างๆ ต่อไป
“กระทรวงการต่างประเทศยืนยันคำมั่นที่จะเจรจา เรื่องพื้นที่โอซีเอบนพื้นฐานของกฎหมายไทย พันธกรณีของไทยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และกรอบการเจรจาที่ได้รับความเห็นชอบ ดังที่ได้ปฏิบัติเช่นนี้กับประเทศอื่นๆ มาตลอด ด้วยความเป็นมืออาชีพและยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง” นางสุพรรณวษา กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้มีการสรุปคำถามต่างๆจากสื่อมวลชน อาทิ คำถามที่ว่าเอ็มโอยูปี 2544 จะทำให้ไทยเสียเกาะกูดหรือไม่ ซึ่งนางสุพรรณวษา กล่าวว่า ไม่ได้ทำให้เราเสียเกาะกูด เพราะสนธิสัญญากรุงสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1907 กำหนดชัดว่าเกาะกูดว่าเป็นของไทย ซึ่งถือเอกสารสำคัญที่ยืนยันสิทธิของไทยเหนือเกาะกูดชัดเจนอยู่แล้ว ประเด็นนี้ไม่เป็นที่สงสัย และเราใช้อำนาจอธิปไตยเหนือเกาะกูดร้อยเปอร์เซ็นต์ สามารถยืนยันได้ว่าไทยไม่ได้เสียเกาะกูด
คำถามที่ว่าเอ็มโอยูปี 2544 ขัดกับพระบรมราชโองการ เรื่องประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย พ.ศ.2516 หรือไม่ นางสุพรรณวษา กล่าวว่า เอ็มโอยูปี 2544 สอดคล้องกับพระบรมราชโองการ เรื่องประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปฯ เพราะระบุว่าแผนที่และจุดต่างๆเป็นการกำหนดแนวทั่วไป แต่สิทธิอธิปไตยหรือการแสวงหาผลประโยชน์รวมถึงทรัพยากรใต้ทะเล ต้องมีการเจรจากับทำความตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
โดยต้องเข้าใจหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าทุกประเทศมีสิทธิที่จะประกาศฝ่ายเดียว แต่จะมีผลผูกพันกับประเทศที่ประกาศเท่านั้น แต่เอ็มโอยูปี 2544 เป็นความตกลงเพื่อให้ไปพูดคุยกัน จึงสอดคล้องกับการกำหนดไว้ตามแนวกฎหมายของไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้ง เอ็มโอยูเป็นหลักสากลว่าการเจรจาเขตแดนทางทะเลประเทศต่างๆ สามารถอ้างสิทธิได้ แต่เมื่อเกิดข้อพิพาทก็ต้องเจรจา โดยเอ็มโอยูปี 2544 เป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจา ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร การอ้างสิทธิของไทยยังคงอยู่ ไม่ได้เป็นการตอบรับกับเส้นที่กัมพูชาอ้างสิทธิแต่อย่างใด
ต่อคำถามที่ว่าบางฝ่าย อ้างว่าในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2552 ให้ยกเลิกเอ็มโอยูปี 2544 แต่เหตุใดจึงยังไม่ยกเลิก และนำมาใช้เจรจากับกัมพูชา นางสุพรรณวษา กล่าวว่า ในปี 2552 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีความท้าทายหลายประเด็น ไม่ว่าจะเรื่องที่กัมพูชาที่นำเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เป็นครั้งที่ 2 และมีสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน รวมถึงการเจรจาต่างๆ ไม่มีความคืบหน้า เพราะไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทำให้กระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น จึงเสนอต่อครม.เมื่อปี 2552 ให้ยกเลิกเอ็มโอยูปี 2544 เพราะเห็นว่าไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการใดๆ ตามเอ็มโอยูนี้ ซึ่งที่ประชุมครม.ขณะนั้นมีอนุมัติในหลักการ แต่ระบุว่าให้นำไปพิจารณาให้รอบคอบในแง่ข้อกฎหมาย
กระทรวงการต่างประเทศจึงหารือที่ปรึกษากฎหมายที่เป็นชาวต่างชาติในเวลานั้น โดยมีการประชุมคณะกรรมการพิเศษเกี่ยวกับสนธิสัญญาต่างๆ ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย รวมถึงหารือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง สมช. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงพลังงาน จนกระทั่ง 5 ปีผ่านไป มาถึงปี 2557 ทางกระทรวงจึงนำเสนอความเห็นต่อครม.ว่าเอ็มโอยูปี 2544 ยังมีข้อดี และสามารถนำไปสู่การเจรจาที่จะเป็นผลสำเร็จได้ จึงได้นำเสนอต่อครม.เมื่อปี 2557 เพื่อให้ทบทวนมติครม.ปี 2552 และยืนยันว่าเอ็มโอยูปี 2544 ควรมีอยู่ต่อไป
อธิบดีกรมสนธิสัญญา กล่าวอีกว่า หลังจากปี 2557 แล้ว ทางกระทรวงได้มีการนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ทุกครั้งว่าเอ็มโอยูปี 2544 น่าจะเหมาะสมที่สุดในการใช้เจรจากับฝ่ายกัมพูชาต่อไป ขณะที่รัฐบาลใหม่ได้สนับสนุนให้นำเอ็มโอยูปี 2544 มาเป็นกลไกในการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างที่เราทำประสบความสำเร็จมาแล้วในการเจรจากับมาเลเซีย ซึ่งทุกรัฐบาลยอมรับว่าเอ็มโอยูลักษณะนี้เป็นพื้นฐานที่เหมาะสมในการเจรจาให้เกิดความคืบหน้า
เมื่อถามถึงกรณีที่กัมพูชา สร้างเขื่อนกันคลื่นกระทบอาณาเขตทางทะเลของไทย นางสุพรรณวษา กล่าวว่า เรื่องเกิดจากการที่บริษัทเอกชนของกัมพูชาสร้างท่าเทียบเรือเมื่อปี 2540 ยื่นเข้าไปในทะเล 100 เมตร ซึ่งเมื่อกระทรวงการต่างประเทศทราบเรื่องนี้ และเห็นว่ารุกล้ำเส้นที่ไทยอ้างสิทธิ จึงได้ทำการประท้วงทันทีตั้งแต่ปี 2540 และยังมีการประท้วงต่อเนื่อง รวม 3 ครั้ง ทำให้บริษัทเอกชนนั้นหยุดการก่อสร้าง แต่เรายังต้องหยิบยกเรื่องนี้มาหารือในกรอบต่างๆ ที่เรามีกับกัมพูชาต่อไป

