นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ “มติชน” เปิดเผยวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศของไทย พร้อมประกาศไม่ยึดนโยบายเป็นกลาง-เน้นการทูตเชิงรุกเพื่อปชช.
๐รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร วางนโยบายต่างประเทศไว้อย่างไร
คำพูดของนายกฯ นเรนทรา โมดี ของอินเดียที่กล่าวว่า “ศตวรรษที่ 21 จะเป็นศตวรรษของเอเชีย” ตั้งแต่ปี 2015 ส่งผลให้กระทรวงการต่างประเทศต้องมาพิจารณากันใหม่ในเรื่องแนวทางการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทย
โดยได้กำหนดเป้าหมายไว้ 2 ประการคือ 1.ต้องเป็นนโยบายการต่างประเทศเพื่อประชาชน 2.ต้องเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายชัดเจน มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ และต้องส่งผลที่ดีต่อประชาชนตามมาวัตถุประสงค์ของการดำเนินนโยบายการต่างประเทศข้างต้นส่งผลให้ การต่างประเทศของไทยได้รับการวางแผนเอาไว้ว่าจะต้องเป็นการทูตเพื่อประชาชนและเป็นการทูตเชิงรุก โดยจะใช้มิติการต่างประเทศเข้ามาช่วยส่งเสริมนโยบายภายในประเทศ และให้ความสำคัญกับนโยบายสาธารณะ ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องการดำเนินงานด้านการต่างประเทศ
อีกทั้ง สืบเนื่องจากที่ว่าโลกปัจจุบันเป็นยุคแห่งความแตกแยก (fragmented) และมีความพยายามที่จะใช้ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์มาเป็นเครื่องมือบีบบังคับให้เกิดการเลือกข้าง ซึ่งไทยไม่สามารถที่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งได้ ดังนั้นไทยต้องดำเนินนโยบายที่จะไม่ต้องเป็นกลางอีกต่อไป แต่เป็นนโยบายที่ไม่เป็นศัตรู ทว่าเป็นมิตรกับทุกประเทศ โดยไทยจำเป็นที่จะต้องเข้าได้กลับทุกกลุ่มและสนับสนุนความเป็นหลายขั้วอำนาจ (multilateralism) และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับขั้วตะวันตกและตะวันออกไปพร้อมกัน
๐การที่ไทยยื่นขอเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มบริกส์ของไทย
ในโลกหลายขั้วอำนาจนี้เอง ขั้วประเทศกำลังพัฒนาหรือในทางการทูตที่เรียกว่าโลกใต้ หรือ Global South กำลังมีบทบาทมาก ซึ่งไทยต้องการมีบทบาทในกลุ่มประเทศนี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งนี้ การช่วยขับเคลื่อนประเทศกำลังพัฒนาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศกำลังพัฒนาเองก็มีความแตกต่างกันทั้งในระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ค่านิยม รวมถึงวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีแกนกลางหลัก (core group) ผลักดันบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาให้ก้าวเข้ามาอยู่ในบริบทของประชาคมโลกให้ได้ เพื่อไม่ให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องสูญเสียความยุติธรรม เพราะในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง ตกอยู่ในมือของมหาอำนาจ ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติบนพื้นฐานของความมีบทบาทนำที่จะใช้แต้มต่อทางการเมืองร่วมกับประเทศกำลังพัฒนา ในฐานะที่เรากำลังเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว (emerging economy)

ไทยมองว่ากลุ่มบริกส์เป็นแกนกลางหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไปข้างหน้า ซึ่งในการประชุมระดับกลุ่มประเทศบริกส์กับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ไทยได้ยืนยันในที่ประชุมว่า ไทยต้องการที่จะมีบทบาทนำ อีกทั้งยังต้องการที่จะมีความร่วมมืออย่างเข้มข้นกับประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศกำลังพัฒนามีสิทธิมีเสียงมากขึ้น มีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางของโลก รวมทั้งกำหนดระเบียบโลกที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกกลุ่มประเทศอย่างเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ ไทยยืนยันในที่ประชุมว่าไทยต้องการร่วมมือกับทุกประเทศ เราไม่ได้ต้องการที่จะไปเอาเปรียบใคร แต่ต้องการเป็นตัวประสานผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาโดยเน้นเอาบทบาทของประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลง โดยจะมีกลุ่มประเทศบริกส์เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เสริมเติมและดึงเอาบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาให้สร้างและปรับปรุงระเบียบโลก เพื่อที่จะให้เกิดความยุติธรรมกับทุกประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ตกอยู่กับประเทศมหาอำนาจหรือกลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น
อีกทั้ง ไทยได้แสดงบทบาทนำในเรื่องกำหนดเรื่องเปลี่ยนแปลงทิศทางของโลก ซึ่งมีสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องสถาปัตยกรรมทางการเงิน (financial architecture) ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาจะต้องมีโอกาสได้สะท้อนความต้องการของประเทศกำลังพัฒนาด้วย แสดงให้เห็นว่าการต่างประเทศที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ แพทองธารนั้น ต้องการเห็นผลกระทบของการดำเนินนโยบายการต่างประเทศกลับมาสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน
๐ความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียนในระดับพหุภาคี
ไทยมีความประสงค์ที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีระดับทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน และในระดับพหุภาคีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้สมาคมอาเซียน ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับการมีบทบาทนำในเรื่องนี้มาโดยเสมอตั้งแต่วันแรกที่ไทยร่วมก่อตั้งสมาคมอาเซียนขึ้น อีกทั้งปฏิญญากรุงเทพฯยังถูกลงนามโดยประเทศสมาชิกผู้ตั้งอาเซียนในไทยด้วย นอกจากนี้ ไทยได้ผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคอาเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มีความเข้มแข็ง อาทิ นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าของอดีตนายกฯ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ส่งผลให้อาเซียนมีความเข้มแข็งร่วมกันอย่างแท้จริง และเปลี่ยนจากความคิดที่เป็นอคติต่อกันกลายมาเป็นความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม กัมพูชา ลาว ประเทศพม่าก็เข้ามาเป็นสมาชิกได้สมบูรณ์โดยที่ไม่มีใครคาดว่าจะสามารถร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและเป็นเนื้อเดียวกันได้

ไทยมีความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญกับอาเซียน ตลอดจนความร่วมมือด้านสังคม ในสมัยรัฐบาลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ถูกนำมาขยายต่อไปต่อยอดทำให้อาเซียนได้สามารถเข้าถึงซึ่งความสมานฉันท์ และความเป็นเนื้อเดียวกันของอาเซียนได้อย่างชัดเจน จนให้ที่สุดอาเซียนถูกพัฒนาจนมามี 3 เสาหลักที่ชัดเจน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างการเยือนของนายมาเธียส คอร์ทันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ไทยยืนยันว่าอาเซียนมีความสำคัญสำหรับไทยด้วย
๐บทบาทสำคัญและบทบาทนำของไทยในอาเซียน
ไทยมีศักยภาพอย่างเต็มที่ในเรื่องการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทยได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติด้วย ซึ่งนโยบายการต่างประเทศไทยจะใช้บริบทนี้มาเป็นตัวขับเคลื่อนบทบาทนำของไทยในอาเซียน

ในปัจจุบัน การค้าไทยระหว่างไทยและอาเซียนสูงมาก ฉะนั้นความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนก็เป็นหนึ่งในเสาหลักและไทยก็ต้องการส่งเสริม ไทยน่าจะมีบทบาทนำมากที่สุดในการผลักดันให้สังคมของประชาคมอาเซียนเข้ามาอยู่ด้วยกันอย่างแท้จริง ทำให้ไทยมีน้ำหนักในกรอบอาเซียน รวมทั้งการพยายามที่จะสร้างสังคมอาเซียนอย่างยั่งยืน ต้องมีความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจรวมทั้งความมั่นคงองมนุษยชาติรองรับ
๐การดำเนินนโยบายการทูตในลักษณะเชิงรุก
ไทยมีบทบาทนำมากในภาคสังคม ในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 79 ไทยร่วมหารือในกรอบของสหประชาชาติ เพราะไทยมีบทบาทนำในเรื่องของการพัฒนาด้านสังคมอย่างยั่งยืน เช่นในเรื่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพและได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติว่ามีความมั่นคงในเรื่องสาธารณสุข โดยการแพทย์สามารถเข้าถึงได้โดยประชาชนในทุกระดับ
นอกจากนี้ ไทยยังเสนอข้อริเริ่มในการก่อตั้งความริริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (บิมสเทค) ซึ่งไทยได้ใช้ความสัมพันธ์ที่ดีกับอินเดีย รวมถึงศักยภาพของทั้งสองประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงของภูมิภาคกับประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นประเทศสมาชิกของบิมสเทคด้วย
๐ การใช้การทูตเป็นเครื่องมือเพื่อจัดการกับปัญหาทางสังคมที่ประชาชนเผชิญ
ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มีกรอบความร่วมมือหลากหลายอย่าง ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐ ความร่วมมือประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ความร่วมมือประเทศลุ่มน้ำโขงกับเกาหลี ความร่วมมือแม่โขงล้านช้างความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-คงคา สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (MI) ซึ่งไทยจะใช้กรอบความร่วมมือเหล่านี้เป็นกลไกในการหารือการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การบริหารจัดการน้ำ อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์และมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ด้วย

