‘ทรัมป์’ คืนบัลลังก์ทำเนียบขาว หลังกวาดคะแนนผู้เลือกตั้งทะลุ 276 เสียง
การนับคะแนนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐและตัวแทนผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน และนางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ ตัวแทนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต จบลงด้วยชัยชนะของทรัมป์ โดยเมื่อเวลา 17.30 น. ตามเวลาในไทย ทรัมป์ได้รับคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งไปแล้ว 276 เสียง ซึ่งเกินกว่า 270 เสียงเพื่อที่จะคว้าชัยชนะไปแล้ว
ขณะที่แฮร์ริสได้ไป 219 เสียง โดยมีอีก 2 รัฐที่ยังไม่ได้ประกาศยืนยันคือรัฐแอริโซนาและมิชิแกน ซึ่งมีคะแนนรวม 26 เสียง แต่จากการคาดการณ์ล่วงหน้าชี้ชัดว่า ทรัมป์จะคว้าชัยชนะในทั้งสองรัฐดังกล่าว นั่นหมายความว่าทรัมป์จะได้คะแนนรวมจากคณะผู้เลือกตั้งไปถึง 302 เสียง หมดโอกาสที่แฮร์ริสจะพลิกกลับมาคว้าชัยชนะได้เป็นที่แน่นอนแล้ว
ขณะที่ในส่วนของป๊อปปูลาร์โหวด ทรัมป์ยังได้คะแนนไปมากกว่า 70 ล้านเสียง หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 51% ขณะที่แฮร์ริสได้ไปมากกว่า 65 ล้านเสียง หรือ 47.5% ซึ่งแปลว่า แฮร์ริสพ่ายแพ้ทรัมป์อย่างขาดลอยในทั้งสองระบบการลงคะแนนเสียงประธานาธิบดีสหรัฐ
พรรครีพับลิกันยังคว้าชัยชนะและสามารถครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังจากผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐบ่งชี้ว่า พรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมาที่ 51 เสียงได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่พรรคเดโมแครตได้ไป 42 เสียง และยังเหลือที่นั่งที่ยังไม่ได้ประกาศผลอีก 7 ที่นั่ง
ขณะที่ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรยังคงต้องลุ้นกันต่อไป เนื่องจากจนถึงขณะนี้ที่มีการนับคะแนนอยู่ พรรครีพับลิกันได้ไป 201 ที่นั่ง ส่วนเดโมแครตได้ไป 177 ที่นั่ง และยังมีที่นั่งที่ยังไม่ได้ประกาศผลอีก 57 ที่นั่ง ทำให้พรรครีพับลิกันต้องการเสียงอีกเพียง 17 ที่นั่ง ก็จะครองสภาล่างไว้ได้ด้วยเช่นกัน
ถ้าผลการเลือกตั้งทั้งหมดเป็นไปตามแนวโน้มดังกล่าวก็จะทำให้พรรครีพับลิกันกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจในกรุงวอชิงตันทันที ขณะที่พรรคเดโมแครตคงต้องมานั่งวิเคราะห์กันอย่างจริงจังว่า อะไรเป็นสาเหตุให้พรรคประสบความพ่ายแพ้ย่อยยับในทุกเวทีเช่นกัน

