‘สีหศักดิ์’ เชื่อ ‘ทรัมป์’ ให้ความสำคัญพันธมิตรดั้งเดิม ชี้ไทยโชว์บทบาท เรียกความสนใจมะกัน

6.11.24 | 18:54 น.
AFP

สีหศักดิ์เชื่อทรัมป์ให้ความสำคัญพันธมิตรดั้งเดิม ชี้ไทยโชว์บทบาท เรียกความสนใจมะกัน

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศและอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์รายการสดของมติชนในเรื่องผลการเลือกตั้งสหรัฐปี 2024 ซึ่งเป็นชัดเจนแล้วว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐและตัวแทนจากพรรครีพับลิกันเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสามารถคว้าชัยชนะและนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐได้เป็นสมัยที่ 2 โดยนายสีหศักดิ์ได้แบ่งปันความรู้ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการระหว่างประเทศ ในประเด็นผลกระทบจากผลการเลือกตั้งสหรัฐในทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงยังให้คำแนะนำเรื่องนโยบายการต่างประเทศของไทยต่อสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์ด้วย

() ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทรัมป์ดูเหมือนว่าจะให้ความสนใจกับเรื่องในประเทศมากกว่าเรื่องนอกประเทศ และคิดว่าการกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นครั้งที่ 2 ของทรัมป์จะทำให้สหรัฐเข้าไปมีบทบาทในความขัดแย้งในจุดต่างๆของประเทศน้อยลงไหม?

ถ้าติดตามการแถลงของทรัมป์ เขาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในสหรัฐ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ในเรื่องของยูเครนหลายฝ่ายมีความรู้สึกว่า ทรัมป์คงจะต้องหาทางออกในสถานการณ์ยูเครน ฝ่ายที่เป็นห่วงมากที่สุดคือกลุ่มประเทศนาโต วิธีการของทรัมป์ก็คือ ถ้าจะต้องทำสงครามต่อไปในยูเครน ภาระนี้ก็คงต้องตกกับประเทศในยุโรปเป็นหลัก ทรัมป์คงเห็นว่าปัญหายูเครนมีที่มาที่ไปและเกี่ยวข้องกับการขยายสมาชิกภาพของนาโต ซึ่งเป็นความพยายามที่จะร่วมยูเครนเป็นสมาชิกนาโตด้วย ในใจทรัมป์คงคิดว่าเป็นปัญหาที่ต้องยุติลงได้แล้ว สำหรับทรัมป์ การที่สหรัฐให้การสนับสนุนเรื่องนอกประเทศถือว่าเป็นการสิ้นเปลือง และเป็นงบประมาณที่ควรนำมาแก้ไขปัญหาภายในของสหรัฐเอง

Advertisement

อย่างไรก็ดี ในตะวันออกกลางอาจจะแตกต่างออกไป เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีว่าทรัมป์เป็นผู้สนับสนุนอิสราเอล (pro-Israel) และต่อต้านอิหร่าน ในช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีครั้งแรกมีการยอมรับการย้ายเมืองหลวง จากเมืองเทอาวีฟ ไปยังเยรูซาเลม ดังนั้นทรัมป์จะยังคงดำเนินนโยบายสนับสนุนอิสราเอลเช่นเดิม

ในขณะเดียวกัน คนอาจจะคิดว่า คนอาจจะคิดว่าทรัมป์ถนัดทำสงคราม แต่คนที่มีเข้มแข็งภายในประเทศและมีท่าทีที่ดุดันในหลายครั้งสามารถที่จะทำสันติภาพได้ และอะไรก็ตามที่เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐและสามารถตกลงกันได้ ทรัมป์จะให้การสนับสนุน

() กลับมาที่เอเชียเอง การที่ทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งมันจะส่งผลประทบต่อไทย อาเซียนและเอเชียอย่างไร?

ในระหว่างที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก สหรัฐริเริ่มยุทธศาสตร์ที่ชื่อว่า Free and Open Indo-Pacific ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นจีน โดยสหรัฐพยายามสร้างกลุ่มพันธมิตรขึ้นมาก็คือกลุ่ม QUAD ประกอบไปด้วยประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐและออสเตรเลีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความร่วมมือร่วมกันด้านความมั่นคง อีกทั้ง ยังมีกลุ่ม AUKUS ที่เป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลียเพื่อพัฒนาเรือดำน้ำที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์

ในส่วนของอาเซียน เมื่อทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเขาเคยมาประชุมอาเซียนแค่หนเดียวเท่านั้น สหรัฐคงให้ความสำคัญกับอาเซียน แต่จะเป็นในเชิงกล่าวถ้อยแถลงเสียมากกว่า โดยจะเน้นความเป็นแกนกลางและเสาหลักของภูมิภาค แต่ในเชิงปฏิบัติ ต้องยอมรับว่าบทบาทความเป็นแกนกลางของอาเซียนมันลดลงไปเยอะ แม้กระทั่งในเรื่องของเมียนมาซึ่งอยู่ในภูมิภาค อาเซียนก็ไม่สามารถดำเนินการให้เกิดความคืบหน้าได้เลย ดังนั้นในเชิงนโยบายยุทธศาสตร์จริงๆแล้วนั้น ทรัมป์จะมุ่งเน้นไปที่พันธมิตรของสหรัฐ ซึ่งก็คือ QUAD หรือ AUKUS มากกว่า

() มองความสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยและรัฐบาลใหม่ของสหรัฐภายใต้การนำของสหรัฐไว้อย่างไรบ้าง?

ไทยต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งบางคนก็มองว่าไทยจะประสานงานทำงานต่างๆกับรัฐบาลทรัมป์ได้ง่ายกว่า เพราะว่าเขามีความชัดเจนว่าเขาต้องการผลประโยชน์ ถ้าเป็นรัฐบาลของพรรคเดโมแครตก็จะมีประเด็นเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ซึ่งตรงนี้เราเองก็ให้ความสำคัญอยู่แล้วด้วย แต่ในรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ จะว่ากันด้วยเรื่องผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับไทยด้วย ไทยต้องทำให้เห็นว่าไทยมีความสำคัญ ไม่ว่าในภูมิภาคหรือในกรอบอาเซียน และมีบทบาทนำเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งจะดึงดูดใจสหรัฐให้ไทยไปลงทุน ถ้าเรามีอะไรที่ให้เขาได้ เขาก็จะเห็นความสำคัญของเรา

() ผลการเลือกตั้งในช่วงปีที่ผ่านมา ดูเหมือนทุกๆ ภูมิภาคในโลกต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองมากขึ้น คิดว่าแนวทางของโลกแบบนี้จะทำให้การดำเนินความสัมพันธ์หรือการดำเนินนโยบายต่างประเทศมีปัญหาหรือไม่?

กรณีเช่นนี้ทำให้ทุกอย่างมีความไม่แน่นอนสูง ในแง่หนึ่งการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะอยู่ภายใต้กติกา เช่น กติกาการค้าเสรีภายใต้ WTO แต่หลายประเทศมองว่ากติการะหว่างประเทศสำคัญน้อยกว่าผลประโยชน์ของประเทศ ในเรื่องการค้า รัฐคงยึดผลประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญและดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า

ถึงจุดนึงแล้วหากเราปล่อยให้ไปเช่นนี้ มีแต่จะสร้างความปั่นป่วน มีความจำเป็นที่จะต้องมานั่งคุยกันว่ากติการะหว่างประเทศทั้งหลายมีตรงไหนที่จำเป็นรปรับปรุงให้เกิดความเป็นธรรม และให้ครอบคลุมประเด็นใหม่ๆ ไม่เช่นนั้นต่างคนก็จะดำเนินมาตรการของตนเอง เช่นทรัมป์ที่ผ่านมา เขาถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงปารีส ซึ่งไบเดนนำสหรัฐกลับมาใหม่ สำหรับ TPP ที่โอมาโบเป็นคนเจรจา ทรัมป์ก็ยกเลิก และทรัมป์ประกาศว่าจะยกเลิก IPEF อีกเช่นกัน

อย่างไรก็ดี การที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 และต้องการทิ้งผลงานจริงๆ เขาจะเป็นผู้นำทั้งในประเทศและระหว่างประเทศด้วย