เฟดปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ‘พาวเวลล์’ ย้ำชัด เลือกตั้ง ปธน. ไม่กระทบการตัดสินใจด้านนโยบาย
ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ตามเวลาในสหรัฐ โดยเพิกเฉยต่อความกังวลถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งชัยชนะตกเป็นของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี และว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐ
ท่าทีดังกล่าวเป็นไปตามที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ผู้กำหนดโนบายด้านการเงินของสหรัฐพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเพิกเฉยต่อประเด็นดราม่าทางการเมืองที้เกิดขึ้น โดยลงคะแนนเป็นเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานลง 0.25% มาอยู่ที่ระหว่าง 4.50-4.75%
นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังเฟดออกแถลงการณ์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยว่า ในระยะใกล้นี้ การเลือกตั้งจะไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจด้านนโยบายของเรา พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่ายังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับวาระทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ ซึ่งเราจะไม่เดม และไม่ได้คาดเดา หรือทำการสันนิษฐานใดๆ
พาวเวลล์ยังยืนกรานด้วยว่า เขาจะไม่ลาออกจากตำแหน่งประธานเฟด หากประธานาธิบดีคนใหม่ขอร้องให้เขาลาออกก่อนกำหนด และย้ำว่า การไล่ผู้ว่าการคนใดคนหนึ่งใน 7 คนที่อยู่ในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ออกไม่สามารถทำได้ภายใต้กรอบกฎหมาย
การตัดสินใจเรื่องลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดน่าจะช่วยบรรเทาต้นทุนของสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นๆ ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคที่ระบุว่าค่าครองชีพเป็นข้อห่วงกังวลอันดับต้นๆ ของพวกเขาก่อนการลงคะแนนเสียงในวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ต้นทุนของการกู้ยืมจะขึ้นกับว่าตลาดการเงินคิดว่าชัยชนะของทรัมป์จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาวอย่างไร และอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะต้องอยู่ที่ระดับใดเพื่อให้แน่ใจว่าเงินเฟ้อจะอยู่ภายใต้การควบคุม
แม้พาวเวลล์จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง แต่แคธี่ บอสจันซิช หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Nationwide ให้สัมภาษณ์เอเอฟพีว่า เธอคิดว่าเมื่อเข้าสู่ปี 2025 พวกเขาจะนำประเด็นนี้มาพิจารณาอย่างแน่นอน
ผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่า ความไม่พอใจจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐที่พุ่งสูงขึ้นหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งทำให้ราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% มีผลให้ทรัมป์คว้าชัยชนะ
การตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของเฟดดังกล่าว เป็นการปรับลดเพิ่มขึ้นครั้งก่อนในเดือนกันยายน เมื่อเฟดเริ่มรอบการผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงครึ่งจุด และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้
ตั้งแต่นั้นมา ดัชนีเงินเฟ้อที่เฟดเฝ้าระวังได้ลดลงเหลือ 2.1% ในเดือนกันยายน ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับตลาดแรงงานโดยรวม แม้ว่าการจ้างงานจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วในเดือนตุลาคม ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและการหยุดงานประท้วงของแรงงาน
จิม บูลลาร์ด อดีตประธานเฟดประจำเซนต์หลุยส์ที่ดำรงตำแหน่งมายาวนาน ในการให้สัมภาษณ์เอเอฟพีก่อนวันเลือกตั้งว่า “โดยทั่วไปแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐดูฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี และตลาดแรงงานยังคงดูดีอยู่มาก”
ด้านไมเคิล เฟอโรลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำสหรัฐของเจพีมอร์แกน เขียนในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อที่ 7 พฤศจิกายนว่า แม้ว่าการประชุมในเดือนธันวาคมจะขึ้นอยู่กับข้อมูลในช่วง 6 สัปดาห์ข้างหน้า แต่โทนเสียงของพาวเวลล์ในวันนี้ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นเล็กน้อยในการเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เมื่อถึงเวลานั้น”
แม้ว่าจะมีการยืนยันชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐแล้ว แต่หลายสิ่งหลายอย่างยังคงขึ้นอยู่กับว่าพรรครีพับลิกันจะรักษาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรไว้ได้หรือไม่ ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาน่าจะทำได้สำเร็จ นั่นหมายความว่า รีพับลิกันจะยึดครองทั้งสองสภาของคองเกรสพร้อมกับทำเนียบขาว
ชัยชนะของทรัมป์ยังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟดด้วย โดยทรัมป์ได้กล่าวหาพาวเวลล์ ซึ่งเขาเป็นคนแรกที่แต่งตั้งพาวเวลล์ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดว่า ทำงานโดยเข้าข้างพรรคเดโมแครต และยังประกาศด้วยว่าเขาจะหาคนมาแทนที่พาวเวลล์ เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของพาวเวลล์สิ้นสุดลงในปี 2026
ปัจจุบันพรรครีพับลิกันควบคุมวุฒิสภาสหรัฐ ซึ่งลงคะแนนเสียงในการเสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด ทำให้ทรัมป์มีอำนาจอย่างมากในการตัดสินใจว่าใครจะเป็นประธานเฟดคนต่อไป
ทรัมป์ยังบอกด้วยว่า อย่างน้อยเขาต้องการที่จะมีสิทธิ์ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งขัดกับอำนาจสองประการของธนาคารในการดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากรัฐสภาและทำเนียบขาวในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและการว่างงาน

