โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: เมื่อพรรคเดโมแครตแพ้ภัยตัวเอง
หลังจากผลการเลือกตั้งสหรัฐปี 2024 เผยออกมาว่านายโดนัลด์ ทรัมป์หวนคืนสู่เก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้ง สื่อไทยและเทศพากันโหมตีข่าวถึงสาเหตุว่าทำไมพรรคเดโมแครตถึงแพ้การเลือกตั้งในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ผลโพลและนักวิชาการหลายสำนักต่างชี้ว่า นางคามาลา แฮร์ริส นี่แหละที่จะเป็นประธานาธิบดีหญิงผิวสีเชื้อสายเอเชียคนแรกของสหรัฐ ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้พรรคเดโมแครตสูญเสียอำนาจในการบริหารประเทศ สามารถตอบได้ง่ายๆ เลยว่า เป็นเพราะพรรคลาน้ำเงินวิ่งสะดุดขาตัวเองล้ม ความเป็นเดโมแครตเองนั่นแหละที่ทำให้พรรคเดโมแครตพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งในครั้งนี้
ประการแรก การที่พรรคเสนอตัวแฮร์ริสมาเป็นตัวแทนพรรคแทนนายโจ ไบเดน ที่ดันทุรังที่จะนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่ 2 โดยไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งรอบไพรมารีมาแต่อย่างใด เพื่อที่จะได้เดินหมากยุทธศาสตร์การเมืองอัตลักษณ์ ซึ่งใช้ความเป็นเพศหญิงและเชื้อชาติของเธอมาเป็นตัวชู โดยหวังว่าจะได้ดึงคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นผู้หญิงและผู้ที่ไม่ได้เป็นคอเคเซียนอเมริกัน และให้พวกเขารู้สึกว่าแฮร์ริสสามารถเป็นตัวแทนทางการเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ที่จะมีอำนาจในการบริหารประเทศต่อไป
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่แอปเปิ้ล 1 ลูกที่เคยมีราคา 2 ดอลลาร์สหรัฐพุ่งไปที่ 7 ดอลลาร์สหรัฐ ความพยายามในการเล่นกับกระแส woke ไม่ได้ส่งผลอันเป็นรูปธรรมในการสร้างคะแนนนิยม ไม่มีใครมานั่งสนใจหรอกว่าพวกเขาจะมีประธานาธิบดีผิวสีเชื้อสายเอเชียหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้ช่วยทำให้พวกเขากินอิ่มนอนอุ่นเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งการใช้ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ยังเป็นดาบสองคม เพราะได้ผลักให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มอื่นออกไป เห็นได้ชัดจากการที่แฮร์ริสสูญเสียผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศชายแม้ว่าจะเป็นคนผิวสี ซึ่งจำนวนมากหันไปลงคะแนนให้กับทรัมป์ กลยุทธ์การเมืองอัตลักษณ์เป็นสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นนัยว่าการมีการเมืองโฉมใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเป็นการเปิดสู่บ้านเมืองที่ดีขึ้น ดั่งที่อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาเคยประสบความสำเร็จมาก่อนในการใช้สโลแกน Change จนทำให้เขาสามารถนั่งบัลลังก์ทำเนียบขาวได้แบบเต็มแม็กซ์ 8 ปี ติดต่อกัน
หากแฮร์ริสต้องการที่สร้างภาพลักษณ์ว่าเธอสามารถผลิกสหรัฐ ที่ขณะนั้นเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ เป็นสังคมเศรษฐกิจแห่งโอกาสตามที่เธอได้ประกาศไว้ เธอควรหนีห่างออกจากไบเดนให้ไกลที่สุด เพราะการนำรองประธานาธิบดีสหรัฐที่ไม่ได้เป็นที่รู้จัก เคียงคู่กับประธานาธิบดีที่ไม่เป็นที่นิยมย่อมฉายภาพว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้นนั้นจะไม่เกิดขึ้นเป็นแน่ แต่นี่เรากลับเห็นไบเดนเดินสายขึ้นเวทีช่วยแฮร์ริสรณรงค์หาเสียง และยังทำผิดซ้ำซากเหมือนที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเดโมแครตนามว่า ฮิลลารี คลินตันเคยทำมาแล้ว
วินาทีที่เธอใช้คำว่า deplorable อธิบายคุณลักษณะผู้สนับสนุนทรัมป์ระหว่างการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2016 ทำให้เธอชวดสมญานามประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐไป เหมือนกับที่ไบเดนเปรียบเทียบว่าผู้สนับสนุนทรัมป์เป็น garbage ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งสหรัฐ ทำให้เกิดคำถามว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการดูถูกรสนิยมทางการเมืองที่เป็นสิทธิที่ประชาชนพึ่งมีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยหรือไม่
เพียงเพราะต้องการเล่นการเกมการเมืองอัตลักษณ์ พรรคเดโมแครตไม่ได้คำนึงเลยว่าแฮร์ริสมีความโดดเด่นมากพอที่จะเอาชนะทรัมป์ได้หรือไม่ ขณะที่แฮร์ริสกล่าวถ้อยแถลงราวกับว่าเธอฝึกซ้อมหน้ากระจกมานับพันครั้ง จะชอบหรือไม่ชอบทรัมป์ก็ตามต้องยอมรับว่าทรัมป์เป็นคนที่มีคาริสมา ซึ่งทำให้แม้กระทั่งสื่อเดโมแครตและผู้ที่เป็นเดโมแครตเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จับตามองว่าเขาจะทำอะไรต่อไปได้ และด้วยความเป็นตัวของตัวเองของทรัมป์ทำให้เนื้อหาในคำกล่าวของเขาที่เป็นการเหยียดเชื้อชาติ รวมถึงการปากแจ๋วไปเรื่อยด้วยนั้น ไม่ได้มีอิทธิพลมากพอที่จะส่งผลให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึงกับรับไม่ได้และเพิกเฉยกับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น เพราะคนที่ตัดสินใจที่กาบัตรเลือกตั้งให้กับทรัมป์ก็มองว่า เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้อยู่แล้ว
ประการที่สอง แนวทางการเมืองคนดีของพรรคเดโมแครตทำพรรคตกม้าตาย ประเด็นแรกคือปัญหาผู้อพยพ ระหว่างที่ไบเดนนั่งบัลลังก์ทำเนียบขาว สหรัฐเผชิญกับคลื่นผู้อพยพลูกใหญ่ที่มีตัวเลขหลักแสนต่อเดือน ที่ทะลักไปถึงรัฐที่เรียกว่าเป็นดีพบลูสเตตด้วยซ้ำ จนทำไบเดนต้องออกมาตรการจำกัดผู้อพยพข้ามชายแดนสหรัฐกับเม็กซิโกในท้ายที่สุด ด้วยการปล่อยผู้อพยพเข้ามากจำนวนมหาศาลขนาดนี้ส่งผลให้ชาวสหรัฐรู้สึกเกิดความไม่มั่นคงทางชีวิต ทั้งในด้านการงาน ความปลอดภัยและการเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ ความหวั่นวิตกในเรื่องนี้ทำให้ชาวสหรัฐที่เคยอาจจะลงคะแนนให้กับพรรคเดโมแครตกัดฟันลงคะแนนให้กับทรัมป์ แม้ว่าจะไม่ได้ชอบเขาก็ตามที
ประเด็นที่สองคือ การที่รัฐบาลพรรคเดโมแครตให้การสนับสนุนอิสราเอลอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูโดยอ้างว่าเป็นการรักษาและปกป้องคุณค่าของระบบประชาธิปไตยนั้น ทำให้พรรคสูญเสียคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีเชื้อสายอาหรับและชาวมุสลิมในสหรัฐ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเดโมแครต โดยเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าพรรคไม่ได้รับรู้ เพราะแม้กระทั่งวันสำคัญอย่างวันจัดการประชุมใหญ่แห่งชาติของพรรคเดโมแครต (ดีเอ็นซี) หรือวันขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์เอง ก็ได้เกิดประท้วงอย่างต่อเนื่องในเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่พรรคก็ยังนึ่งเฉยที่จะแก้ปัญหาเพื่อทำให้คนกลุ่มนี้ ซึ่งก็มีแนวโน้วว่าไม่ได้เลือกทรัมป์แต่ตัดสินใจไม่ไปลงคะแนนเสียง มาลงคะแนนให้กับตน
ประเด็นที่สาม เป็นธรรมเนียมของพรรคเดโมแครตที่จะนำเหล่าคนดังฮอลลีวูดทั้งหลายขึ้นเวทีช่วยรณรงค์หาเสียงเพื่อที่จะช่วยสร้างคะแนนกับนิยมให้กับตัวแทนของพรรคในการลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกรวมถึงเหล่าแฟนคลับ ซึ่งก็ถือเป็นการวิน-วินทั้งสองฝ่าย เพราะการออกมาสนับสนุนพรรคเดโมแครตที่มีภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้กอบกู้สิทธิมนุษยชนของโลกและส่งเสริมความหลากหลายทางสังคมส่งผลเชิงบวกต่อชื่อเสียงของดาราศิลปินเหล่านั้นด้วย อย่างไรก็ดี การพึ่งพาการสนับสนุนจากคนดังในการเลือกตั้งปีนี้เป็นการเดินเกมเลือกตั้งที่ผิดมหันต์ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่านักแสดงนักร้องฮอลิวู้ดเหล่านี้มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หรูหราอู้ฟู้ แสดงให้เห็นว่าพรรคเดโมแครตไม่ได้รับรู้หรือเข้าใจถึงสภาพความเป็นไปหรือความรู้สึกของผู้คนในปัจจุบันเลยแม้แต่น้อยนิด
ดังนั้น ประชาชนจึงไม่ซื้อกลยุทธ์ที่พรรคเดโมแครตใช้โจมตีทรัมป์ว่าเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย และที่แฮร์ริสนิยามว่าทรัมป์เป็นฟาสซิสต์ก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นชัดว่า ความเป็นพรรคปัญญาชนของพรรคเดโมแครตที่เน้นย้ำเสมอว่าแฮร์ริสเป็นเคยเป็นอดีตอัยการ เป็นนักกฎหมายและเป็นคนที่มีการศึกษานั้นขายไม่ออก เพราะประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่มีคดีอาชญกรรมติดตัวกลับคว้าชัยชนะการเลือกตั้งในการเลือกตั้งในครั้งนี้ไปได้ และกวาดคะแนนนำในสะวิงสเตตทั้ง 7 รัฐได้เรียบ ในขณะที่พรรคเดโมแครตไม่ได้ชนะแม้แต่คะแนนป๊อปปูล่าโหวตด้วยซ้ำ
ประการที่สามคือ สื่อเดโมแครตปั่นหนักจนพรรคพัง นอกจากที่สื่อได้เล่นข่าวตีกระแสวิจารณ์ทรัมป์มาตั้งแต่ที่เขาลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกแล้วนั้น หลังจากที่ไบเดนถอนตัวออกจากการเป็นตัวแทนจากพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งปีนี้ สื่อกระแสหลักของสหรัฐที่หนุนพรรคเดโมแครตอย่างเต็มกำลังพร้อมใจตีข่าวที่เป็นนัยว่า แฮร์ริสจะชนะการเลือกตั้งในปีนี้อย่างแน่นอน เห็นได้จากผลโพลที่ทำโดยสำนักข่าวที่เผยมาโดยตลอดว่าเธอมีคะแนนนิยมนำ บวกกับการตีข่าวที่ว่าเธอสามารถระดมทุนเลือกตั้งได้ 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์แรกและตัวเลขก็พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลดีเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงคะแนนให้กับใคร เพราะทำให้พวกเขารู้สึกว่าสื่อได้ตัดสินใจแทนพวกเขาไปแล้ว
ผลการเลือกตั้งสหรัฐในปีนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้แบบยับเยินของพรรคเดโมแครต เพราะพรรครีพับลิกันไม่เพียงชนะตำแหน่งประธานาธิบดีแต่ยังครองเสียงข้างมากทั้งในสภาสูงและสภาล่างแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และแสดงให้เห็นว่าคนที่ไม่เลือกแฮร์ริสไม่ได้ปฏิเสธที่ตัวบุคคลเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับพรรคเดโมแครตทั้งหมด พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องทบทวนตนเองใหม่และต้องงัดยุทธศาสตร์ใหม่ที่ตรงใจประชาชนออกมาเพื่อกอบกู้ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้แต่จะทำได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพรรคเดโมแครตจะมองเห็นความจริงเหล่านี้จริงไม่

