วิเทศวิถี: มองมุมกลับ โอกาสของไทยในยุคทรัมป์ 2.0
วันที่ 20 มกราคม 2025 จะเป็นวันแรกที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการหลังพิธีสาบานตนเสร็จสิ้น อย่างไรก็ดี การกลับมาของทรัมป์ในครั้งนี้ถึงกับเขย่าให้หลายภาคส่วนของสังคมเกิดความอกสั่นขวัญผวา ด้วยเหตุว่านโยบายอเมริกามาก่อนของเขาอาจจะทำให้ระเบียบโลกเกิดการสั่นคลอน และเกิดความตึงเครียดในทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น
สำหรับในไทยเองก็เป็นที่สังเกตได้ว่าการเลือกตั้งสหรัฐสะเทือนมาถึงที่เช่นกัน คำถามที่ว่าผลการเลือกตั้งสหรัฐจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อไทยบ้างกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และยังคงเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่แม้ว่าการเลือกตั้งสหรัฐจะจบลงไปแล้ว แก่นสำคัญในสภากาแฟนี้คือ เรื่องผลกระทบจากการแข่งขันของประเทศมหาอำนาจระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของทำเนียบขาวและถูกระบุไว้ในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐของทั้งรัฐบาลเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยภูมิศาสตร์ของไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเรื่องนี้
ขณะนี้ เราเริ่มเห็นเค้าร่างของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 กันแล้ว เป็นที่รู้กันดีว่าทรัมป์นั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่เรื่องสงครามการค้ากับจีนมีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและอาจมีความเข้มข้นมากขึ้นอีกด้วย ด้วยเหตุว่าโฉมหน้าว่าที่่คณะรัฐมนตรีในยุคทรัมป์ 2.0 ล้วนแต่เป็นสายเหยี่ยวทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยพรรครีพับลิกันมีอำนาจนำทั้งสองสภาทำให้ทรัมป์สามารถผลักดันนโยบายสุดโต่งได้อย่างเต็มกำลัง
ตั้งแต่ช่วงรณรงค์หาเสียงทรัมป์ประกาศว่า เขาจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 60% และจากประเทศอื่นเพิ่มเป็น 10% โดยสหรัฐเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยและเศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเป็นสำคัญ ขณะที่ไทยเผชิญกับภาวะสินค้าจีนทะลักอยู่แล้ว บวกกับต้นทุนการผลิตสินค้าที่พึ่งพาวัตถุดิบจากจีนก็อาจจะสูงขึ้น และไทยยังติดลิสต์ประเทศที่ได้ดุลการค้าของสหรัฐด้วย ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าทิศทางของเศรษฐกิจไทยจะตกต่ำลงเป็นระยะเวลาถึง 4 ปีต่อจากนี้หรือไม่ ทั้งนี้ ผู้เขียนขอนำเสนอมุมมองที่ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐไม่ได้ทำให้ไทยเกิดความผันผวนในระดับที่ได้ตื่นตูมกันไปแต่อย่างใด
ด้วยความที่ทรัมป์เป็นคนที่คาดเดาไม่ได้ วันนี้พูดอย่างหนึ่งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกวันอาจจะเปลี่ยนใจเป็นอีกอย่าง มาตรการขึ้นภาษีนำเข้า 10% ทุกสินค้าจากทุกประเทศอาจจะเป็นเพียงแค่เทคนิคการหาเสียงเท่านั้น ด้วยเหตุว่าผลกระทบจากเรื่องนี้มีแต่จะทำให้สหรัฐจะเจ็บตัว ภาษีที่เพิ่มขึ้นก็จะทำให้สินค้าราคาสูงขึ้นตามมาหลังจากนั้น โดยฐานการผลิตสินค้าสหรัฐจำนวนมหาศาลก็ล้วนแต่อยู่ที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนเองและประเทศกำลังพัฒนา ด้วยเหตุว่ามีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ทำให้การผ่านร่างกฎหมายนี้อาจจะถูกล็อบบี้จากภาคธุรกิจ จึงจำเป็นต้องจับตาดูในเรื่องนี้ต่อไปว่าการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นไปได้จริงหรือไม่ อีกทั้ง หากข้าวของแพงขึ้น รัฐบาลทรัมป์ก็คงตกอยู่ในสถานะไม่ต่างอะไรไปจากรัฐบาลที่ผ่านมาของไบเดนด้วย
จากในสมัยรัฐบาลทรัมป์ 1.0 แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในรูปแบบพหุภาคีมากนัก แต่ด้วยนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกของไทยที่พยายามผลักดันในเรื่องการค้าการลงทุน รวมถึงความเป็นมิตรกับทุกประเทศและไม่เป็นศัตรูกับใคร หากไทยสามารถเป็นกลางได้อย่างมียุทธศาสตร์ โดยพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐให้แน่นแฟ้นมากขึ้นในรูปแบบทวิภาคีผ่านการเจรจาต่อรองอย่างมีกลยุทธ์ก็จะสามารถตั้งรับกับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ได้
เรื่องการเจรจาก็เป็นสิ่งที่ทรัมป์ให้ความสำคัญ เห็นได้จากที่เขาพบหารือกับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเมื่อเขานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐในสมัยแรก โดยอ้างว่าเป็นความพยายามเพื่อที่จะป้องปราบไม่ให้เกาหลีเหนือปล่อยขีปนาวุธ แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ไม่ได้มีนโยบายโดดเดี่ยวตามที่เป็นที่เลื่องลือซะทีเดียว อีกทั้งทรัมป์ยังไม่ชอบความวุ่นวาย ตอนที่นางแนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ไปเยือนไต้หวัน ทรัมป์ได้ออกมาวิจารณ์ในเรื่องนี้เพราะเป็นการสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อไทยสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลทรัมป์สามารถแสวงหาผลประโยชน์จากไทยได้ จะทำให้ไทยสามารถคว้าโอกาสในการกลับมาของทรัมป์ในครั้งนี้และหาประโยชน์จากการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจได้ ทั้งในเรื่องส่งสินค้าส่งออกไปทดแทนสินค้าจีนหากสหรัฐนำเข้าลดลง หรือหากเกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนครั้งใหญ่ ไทยอาจจะเป็นจุดหมายแห่งการลงทุนแห่งใหม่ได้
สำหรับฉากทัศน์ที่ไทยจะโดนสินค้าจีนทุ่มมากกว่าเดิมนั้น โดยปกติแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนมีอุปสงค์ภายในประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนให้ความสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางทหาร ขณะที่จีนประสบกับวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ การกลับมาของทรัมป์ในครั้งนี้อาจจะทำให้รัฐบาลจีนมุ่งเน้นที่จะส่งเสริมนโยบายด้านเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ และอาจจะเกิดการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้นเพื่อรับมือกับการกีดกันการเข้าถึงตลาดในสหรัฐด้วย
การที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับเรื่องผลประโยชน์ของสหรัฐ รวมถึงเรื่องภายในประเทศมาเป็นอันดับแรก ทำให้ทรัมป์ไม่ได้มาตั้งคำถามถึงกิจการภายในประเทศของประเทศอื่นและไม่ได้เน้นไปที่เรื่องสิทธิมนุษยชนมากนัก เรื่องนี้จะช่วยให้ไทยขยับในเวทีโลกได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นที่สหรัฐวิจารณ์ไทยมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่ไทยก็ยึดถือการมีบทบาทนำในเรื่องนี้บทเวทีโลกมาอย่างเสมอ ล่าสุดไทยยังได้รับคัดเลือกเป็นคณะมนตรี UNHRC ด้วยคะแนนสูงสุดในภูมิภาคอีกด้วย
ไทยสามารถฉวยโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของสหรัฐในครั้งนี้เพื่อแสดงบทบาทนำในเรื่องที่ไทยตั้งใจไว้ เพื่อส่งเสริมสถานะและเกียรติภูมิของประเทศที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยวเพื่อที่เศรษฐกิจของไทยจะได้เติบโตขึ้นหลังจากนั้น เช่น ในเรื่องการทูตเพื่อการพัฒนา การเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องสิทธิมนุษยชน การมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือแม้แต่การเร่งมือขับเคลื่อนให้ไทยได้รับการตอบรับเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นต้น
ในกรณีที่เกิดผลกระทบทางลบจากการขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์จริง หรือหากทรัมป์ตัดสินใจถอนตัวสหรัฐออกจากกรอบความร่วมมือ IPEF ที่ไทยเป็นสมาชิกตามที่เขาเคยพูดไว้ ทิศทางทางการทูตของไทยมีนิมิตหมายที่ดีในการรับมือกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านไทย-อียู (PCA) มีผลบังคับใช้ไปพลางก่อนทำให้ไทยมีความร่วมมือกับสหภาพยุโรปในลักษณะรอบด้าน และเป็นการเปิดประตูสู่ความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถมีแหล่งการส่งออกที่มากขึ้นและไม่จำเป็นต้องผูกติดไว้กับประเทศใด อีกทั้ง ไทยยังเป็นสมาชิกและผู้ริเริ่มกรอบความร่วมมือที่เชื่อมสัมพันธ์ไทยไว้กับหลายภูมิภาค อาทิ ความร่วมมือ BIMSTEC ที่เป็นสะพานเชื่อมสู่เอเชียใต้ หรือแม้กระทั่งอาเซียนเองที่มีกลไก AFTA หรือเขตการค้าเสรีอาเซียน อีกทั้ง ไทยยังได้แสดงความต้องการที่จะเข้าเป็นสมาชิกของชาติพันธมิตรใหม่ของกลุ่ม BRICS ทำให้ไทยมีช่องทางในการขยายการค้าและการลงทุนในตลาดที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต แสดงให้เห็นว่าบนโลกใบนี้มีโอกาสให้แสวงหามากมาย โลกไม่ได้หมุนรอบสหรัฐและไทยก็ไม่จำเป็นต้องหมุนรอบสหรัฐเช่นกัน
แน่นอนว่าการขยับแขนขาเพียงเล็กน้อยของสหรัฐย่อมกระทบถึงไทยและโลกอย่างเลี่ยงไม่พ้น แต่ดั่งที่กล่าวไปข้างต้น ไทยมีกลไกที่จะตั้งรับกับเรื่องนี้อยู่พอตัว ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะนำกลไกเหล่านี้มาใช้เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และสามารถฉวยโอกาสจากวิกฤตได้หรือไม่

