
เปิดบันทึก เตช บุนนาค ตามหาต้นฉบับสมุดไทยดำ เอกสาร ร.4 ส่งทูตไทยในปารีส ยังหวังไม่ถูกไฟไหม้วอดปี 64 ปีก่อน วิงวอนหอสมุดแห่งชาติเพียรค้นต่อ ยัน สำคัญยิ่งต่อปวศ.การทูต ข้อมูลลึกซึ้งอัศจรรย์ เคลียร์ภูมิหลังบริบทการต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีการเปิดเผยเอกสาร ‘บันทึกงานเปิดตัวหนังสือและการเสวนาเรื่อง Siam’s Foreign Relations in the Reign of King Mongkut, 1851-1868’ ซึ่งจัดโดยศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (International Studies Centre: ISC) กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2566 ที่ห้องสุรศักดิ์บอลรูม 1 โรงแรมอีสตินแกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสการจัดพิมพ์หนังสือ Siam’s Foreign Relations in the Reign of King Mongkut, 1851-1868 หรือ วิเทศสัมพันธ์ของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ค.ศ.1851-1868 ผลงาน พลตรีหญิง ท่านผู้หญิง นิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา โดยนำมาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่เสนอต่อ School of Oriental and African Studies มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในชื่อ ‘The Development of Siamese Relations with Britain and France in Reign of Maha Mongkut 1851-1868 เมื่อ ค.ศ. 1960 ตรงกับ พ.ศ.2503
บันทึกเสวนาข้างต้นได้รับการเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หรือราว 1 ปีหลังงานดังกล่าว โดยระบุถึงคำกล่าวของบุคคลต่างๆ ที่ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร. อนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ, ศาสตราจารย์ ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์พหุวัฒนธรรมศึกษาและนวัตกรรมทางสังคม สถาบันเอกเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองศาสตราจารย์ ดร. ชัชพล ไชยพร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึง นายเตช บุนนาค ประธานกรรมการที่ปรึกษา ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ และเลขาธิการสภากาชาดไทย
ในตอนหนึ่งของบันทึก ระบุว่า นายเตช บุนนาค ได้กล่าวถึงการตามหาต้นฉบับ ‘สมุดไทยดำ เลขที่ 1228/170’ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีถึง พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อแรม 13 ค่ำ เดือน 3 จุลศักราช 1228 ตรงกับเดือนมีนาคม พ.ศ.2410 ในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 โดยเอกสารดังกล่าว ถูกอ้างถึงในวิทยานิพนธ์ดังกล่าวซึ่งเมื่อจัดพิมพ์เป็นหนังสือที่มีความยาวกว่า 800 หน้า ได้ปรากฏในหน้า 794 เชิงอรรถที่ 100 ว่า ‘Siamese Black Book, J.S.1228/170, King Mongkut to Phya Surawongs, 14 March 1867.
นายเตช กล่าวว่า หลังจากตนได้อ่านวิทยานิพนธ์ของพลตรี ท่านผู้หญิง นิออน เพื่อเตรียมการพิมพ์ พบว่าเอกสารรัชกาลที่ 4 ฉบับข้างต้นเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่ง จึงรีบติดต่อค้นหาต้นฉบับเพื่อขอดูตัวจริงถึง 3 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ หาไม่พบ โดยได้รับข้อมูลว่า สูญหายไปแล้วเมื่อ พ.ศ.2503 จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ ‘โรงละครศิลปากร’ (ปัจจุบันคือ โรงละครแห่งชาติ) แล้วลามไปยังพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน (ขณะนั้นเป็นสถานที่เก็บรักษาศิลาจารึก, ตู้พระธรรม และเอกสารโบราณ)

‘ผมขอให้เจ้าหน้าที่สภากาชาดไทยที่ใกล้ชิดและชอบงานประเภทนี้ คิม พชรดนย์ ศรีนวรัตน์ช่วยไปค้นหาสมุดไทยดำดังกล่าวที่หอสมุดแห่งชาติ แต่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 คิม รายงานว่า สมุดไทยดำ จุลศักราช 1228/170 มิได้ปรากฏในบรรณานุกรม และสันนิษฐานว่า เอกสารสูญหายในอุบัติเหตุไฟไหม้โรงละคอนศิลปากร และลุกลามไหม้พระที่นั่งศิวโมกขพิมานซึ่งเป็นที่ตั้งหอพระสมุดวชิรญาณ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2503 (วิทยานิพนธ์อาจารย์นิออน ส่งเล่มในปี 2504) สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เล่าไว้ในบทความเรื่อง ไฟไหม้โรงละครศิลปากร และพระที่นั่งศิวโมกข์ ตีพิมพ์ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 1-7 เมษายน พ.ศ.2565 ปีที่ 42 ฉบับที่ 2172 หน้า 68
อย่างไรก็ดี คิมมิได้หยุดยั้งการค้นหาเอกสารให้ผม โดยคิมได้สืบค้นข้อมูลพบหนังสือเรื่อง การปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ของสยามและพม่า และหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับบางประเทศ ตีพิมพ์เพื่อแจกในงานฌาปนกิจหม่อมสาย ศรีธวัช ณ อยุธยา วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2512 หนังสือเล่มนี้ตอนแรกเป็นการถอดความหนังสือของ Fred W. Riggs, The Modernization of Siam and Burma, Thailand : The Modernization of A Bureaucratic Polity. Honolulu : East West Center Press, 1966 โดยคุณอมร โสภณวิเชษฐวงศ์ และคุณเอกวิทย์ ณ ถลาง’

นายเตช ยังระบุต่อไปอีกว่า หนังสือดังกล่าว มีการพิมพ์ ‘คำขอบคุณ’ ความตอนหนึ่งว่า
‘กรมศิลปากรซึ่งอนุญาตให้ตีพิมพ์บางตอนของสมุดข่อยซึ่งปรากฏอยู่ตอนหน้าของหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีบางฉบับ อาจารย์แม้นมาศ ชวลิต และคุณลินจง เผ่าวิบูล แห่งหอสมุดแห่งชาติ ผู้อำนวยความสะดวกในการค้นคว้าเอกสารต่างๆ อาจารย์วรุณยุพา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยค้นหาเอกสารเบื้องต้น อันช่วยให้หนังสือนี้มีคุณค่าในการศึกษามากขึ้น’
จากนั้น นายเตช ได้คัดข้อความในเอกสารที่ปรากฏในหน้า 77-84 ของหนังสือเล่มดังกล่าว โดยละเอียด ความตอนหนึ่งว่า
‘พระราชหัตถ์เลขาฯ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีไปถึงราชทูต ณ กรุงปารีส ลงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2410
เรื่องนี้ฉันได้ปรึกษาหารือกับเขาว่า นับแต่เกิดเรื่องยุ่งๆ เกี่ยวด้วยเรื่องเมืองเขมร มาบัดนี้ด็ชักจะลุกลามใหญ่โตมาถึงเมืองพระตะบอง และเสียมราฐของเรา เป็นการยากที่เราจะทำนายได้ว่า จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในเบื้องหน้า แต่ฉันเข้าใจว่า คงจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน…..’
และ ‘…….ฉะนั้น เราจำจะต้องตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่ง การณ์เช่นนั้นก็เหมือนว่า เราจะว่ายน้ำออกไปผูกมิตรกับเจ้าสัตว์ร้ายจระเข้ก็ดี หรือเราจะว่ายน้ำออกไปในทะเลติดสอยห้อยตามไปกับปลาวาฬหรือว่าไร แต่ว่าเราควรจะได้เก็บตัวของเราอยู่ในบ้านในเรือนดีกว่า แต่ก็รู้ดีว่าบางทีเราอาจจะต้องพบกับอำนาจ และอิทธิพลที่เคยมีอยู่เหนือเรามาเก่าก่อน…’
นายเตช ระบุในบทความอีกว่า แม้ยังหาต้นฉบับสมุดไทยดำไม่พบ แต่เมื่อทบทวนดูแล้ว ตนยังมีความหวังว่าเอกสารดังกล่าวจะยังคงอยู่ โดยไม่ได้ถูกไฟไหม้ไปตามที่เข้าใจกัน ความตอนหนึ่งว่า
‘ผมยังมีความหวังว่าเอกสารฉบับนี้ยังอยู่ อาจจะมิได้ถูกเพลิงไหม้ไปเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2503 ทั้งนี้เพราะหลังจากที่อาจารย์นิออนใช้แล้ว ก่อน 2503 ในปีใดปีหนึ่งก่อน 2512 คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต และคุณลินจง เผ่าวิบูล แห่งหอสมุดแห่งชาติ และอาจารย์ท่านผู้หญิงวรุณยุพา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อาจจะหาเอกสารฉบับนี้ให้อาจารย์อมร โสภณวิเชษฐวงศ์ และเอกวิทย์ ณ ถลาง ใช้ในการทำหนังสือเรื่อง การปรับตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของสยามและพม่า ตีพิมพ์เมื่อ 2512 แสดงว่าเอกสารฉบับนี้อาจจะยังอยู่หลัง 2503 ผมจึงใคร่ขอวิงวอนให้เจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติเพียรพยายามหาเอกสารฉบับนี้ต่อไป
ผมขอย้ำว่าพระราชหัตถเลขา จรเข้และปลาวาฬ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเอกสารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประวัติศาสตร์ไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์การทูตไทยเพราะมีข้อมูลที่ละเอียดถี่ถ้วนและสาระที่ลึกซึ้งอย่างอัศจรรย์ ทำให้เห็นภูมิหลังและบริบทของการทูตไทยในยุคนั้นอย่างชัดเจนและทำให้เข้าใจว่าทำไมการทูตไทยจึงได้ดำเนินการมาตามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดไว้ให้ด้วยพระปรีชาญาณและวิสัยทัศน์อันสุขุมกว้างไกลมาโดยตลอด’
