คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส: “ออล เดอะ เพรสซิเดนต์ส เมน!”

11.03.17 | 17:56 น.
INQUIRER PHOTO / RICHARD A. REYES

“สงครามยาเสพติด” ของ โรดริโก “ดีกง” ดูแตร์เต ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 7,000 รายนับตั้งแต่นักการเมืองเจ้าของฉายา “ผู้ลงทัณฑ์” รายนี้เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2016 เป็นต้นมา ในจำนวนนี้มีเพียงราว 2,500 คนเท่านั้นที่เสียชีวิตภายใต้ปฏิบัติการปราบปรามพ่อค้ายาเสพติดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า อีกเกือบครึ่งหมื่นรายที่เหลือเสียชีวิตเพราะอะไร เป็นผู้กระทำความผิดประการหนึ่งประการใดหรือไม่ ทำไมถึงกลายเป็นเหยื่อกระสุนอย่างน่าอนาถ หรือหายตัวไปโดยไร้ร่องรอย

ไม่มีการสอบสวน ไม่มีคดี ไม่มีการติดตามความคืบหน้าเพื่อหาสาเหตุการตาย ทำไม?

แม้ผู้เชี่ยวชาญ นักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนที่จับตามองจากภายนอก ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติดังกล่าวนี้ไปต่างๆ นานา แต่ในฟิลิปปินส์ทุกอย่าง ทุกคน กลับปิดปากสนิท

ยกเว้นคนเพียง 2 คน!

Advertisement

หนึ่งเป็นทนาย เป็นนักการเมืองสตรี ที่คร่ำหวอดกับปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนและคดีความในประเทศมานานจากพื้นฐานความเป็นนักเคลื่อนไหวทางด้านนี้ เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เป็นรัฐมนตรียุติธรรม ก่อนที่จะกลายเป็นวุฒิสมาชิกและเป็นหัวหอกในการออกมาต่อต้านวิธีการของผู้นำประเทศในเวลานี้

ตอนนี้ เลลา มาจิสตราโด เดลิมา ในวัย 57 ปี ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาจากดูแตร์เต และอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่

อีกหนึ่ง เป็นสามัญชนธรรมดาๆ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ไม่เคยเรียนหนังสือ สิ่งที่เขามีและต้องการบอกเล่าให้คนทั้งประเทศรับฟังเพียงอย่างเดียวคือประสบการณ์ยาวนาน 25 ปีที่เขาพานพบมาเมื่อครั้งยังใช้ชีวิตอยู่ใน “ดาเวา” เมืองเอกของจังหวัดมินดาเนา ตอนใต้ของประเทศ เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยมีนักการเมืองท้องถิ่นยอดนิยมดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีอยู่ยาวนาน ก่อนที่จะขึ้นชั้นสู่เวทีการเมืองระดับประเทศแล้วประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

เขาบอกว่าช่วงเวลา 25 ปีดังกล่าว เขาคือสมาชิกคนแรกๆ ของ “หน่วยล่าสังหาร” นอกกฎหมายที่อยู่ภายใต้บัญชาการของอดีตนายกเทศมนตรีคนที่ชื่อ โรดริโก ดูแตร์เต!

หน่วยล่าสังหารที่รู้จักกันในชื่อ “แลมบาดา บอยส์” ซึ่งลงมือสังหารผู้คน “ตามคำสั่ง” ไปไม่น้อยกว่า 1,000 ราย โดยไม่ปริปากถามแม้แต่คำเดียว

เอดการ์ มาโตบาโต วัย 57 ปีเช่นเดียวกัน เคยอยู่ในความคุ้มครองของตำรวจในฐานะพยานปากสำคัญในคดีฟ้องร้องกล่าวหานายกฯดูแตร์เต ก่อนที่จะผละจากโครงการคุ้มครองพยานอย่างสมัครใจเมื่อดูแตร์เตก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ปัจจุบันมาโตบาโตอยู่ภายใต้การคุ้มครองของคริสตจักรฟิลิปปินส์ เก็บตัวอยู่เงียบๆ อย่างแร้นแค้นในกระท่อมบนเกาะโดดเดี่ยวแห่งหนึ่ง จับตามองความตายที่เกิดขึ้นในประเทศอย่างเศร้าสลด

เขาบอกกับ เลลา เดลิมา และใครอีกบางคนว่า เขาเชื่อว่าประธานาธิบดีดูแตร์เตไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากที่เคยเป็นนายกฯ

สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในดาเวา กำลังเกิดขึ้นในมะนิลา และกำลังขยายออกไปทั่วประเทศ

ทั้งหมดเป็นคนของท่านประธานาธิบดี รับคำสั่งตรงจากประธานาธิบดีเท่านั้น!

โรดริโก ดูแตร์เต ให้สัญญากับผู้สนับสนุนไว้ระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีไว้ว่า ภายใน 6 เดือน เขาจะทำให้ฟิลิปปินส์ปลอดจากองค์กรอาชญากรรม ยาเสพติด และคอร์รัปชั่น บาป 3 ประการที่ดูเหมือนติดตัวมากับสังคมฟิลิปปินส์มาตั้้งแต่ยุคสมัยของอดีตประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส หรือก่อนหน้านั้น

ชาวฟิลิปปินส์เลือกเขาเพราะดูแตร์เตไม่เหมือนกับนักการเมือง “ผู้ดี” ผูกไทใส่สูท ที่ยิ่งนับวันยิ่งกลายเป็น “ชนชั้นพิเศษ” ของสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ภายในชั่วระยะเวลาเพียง 7 เดือน ฟิลิปปิโนส์จำนวนหนึ่งก็เริ่มขมวดคิ้วนิ่วหน้ากับวิธีการเบ็ดเสร็จที่ดูแตร์เตนำมาใช้เพื่อให้เกิดสิ่งที่สัญญาเอาไว้ในระหว่างการหาเสียง เมื่อเร็วๆ นี้เขาขอยืดเวลากำจัดยาเสพติดออกไปอีก 6 เดือน เพราะ “คนทำผิดมีมากเหลือเกิน ฆ่ายังไม่หมด”

อีกครั้ง เขาเปรียบเปรยตัวเองกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำเผด็จการนาซี

“ฮิตเลอร์ฆ่ายิวไป 3 ล้านคน” เขาบอก ตัวเลขจะผิดหรือไม่ ดูเหมือนดูแตร์เตจะไม่สนใจ “มีคนติดยาอยู่ 3 ล้านคนเหมือนกัน ผมยินดีที่จะฆ่าให้หมด”

ดูแตร์เตเปลี่ยนฟิลิปปินส์ให้กลายเป็น “รัฐตำรวจ” กลายๆ อย่างน้อยก็ในแง่ของการตัดสินใจว่าใครควรจะอยู่หรือควรจะตาย

ราว 6 เดือนหลังจาก ดูแตร์เตสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง กว่า 2,500 รายเสียชีวิตภายใต้ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกราว 5,000 รายตายจากกระสุนของมือสังหารที่ตระเวนไปบนหลังรถจักรยานยนต์ บ้างสวมหน้ากาก บ้างเปิดหน้าเปิดตาหรา มีหลายรายที่ตายในลักษณะ “ประหาร” ด้วยการจ่อยิงที่ศีรษะ อีกบางรายถูก “ดัคเทป” เทปเหนียวสำหรับแพคหีบห่อสินค้าพันวนปิดหน้าปิดตา จมูกและปากตายไปในลักษณะขาดอากาศหายใจ

เหยื่อหลายรายตกอยู่ในสภาพ “ถูกฆ่าเหมือนหมูเหมือนหมา” กลางวันแสกๆ หรือด้านหน้าร้านสะดวกซื้อที่ผู้คนพลุกพล่าน ตายแม้แต่กระทั่งในยามที่ยืนอยู่กลางสี่แยก หรือกำลัง “นอนพักผ่อนกลางวัน”

ดูเหมือนที่ฟิลิปปินส์ในยุคของดูแตร์เต ทุกคนสามารถตายได้ในทุกเวลา!

ศพทับซ้อนกันมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สุสานในเมืองหลวง เพราะไม่มีใครกล้าไปอ้างตัวเป็นญาติมิตรเพื่อรับศพ ด้วยเกรงจะตกเป็นเป้าตามไปด้วย

เรือนจำใหญ่น้อยคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ยัดทะนานกันอยู่เกินขีดความสามารถรองรับของห้องขัง

หลายคนอาศัยภาวะนี้จัดการกับศัตรูส่วนตัว หรือเพื่อนบ้านที่เกลียดขี้หน้า กฎหมายเหมือนข้อความในเศษกระดาษที่ถูกโปรยปรายให้ล่องละลิ่วไปกับลมตามยถากรรม

มือสังหารไม่เคยถูกจับ ไม่เคยถูกดำเนินคดี!

เอดการ์ มาโตบาโต เป็นสามีและเป็นพ่อของลูกๆ 5 คน เขาเป็นคนร่างสันทัด กำยำ ใบหน้าสงบนิ่ง น้อยครั้งที่จะแสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ออกมา ไม่แม้ในยามที่เขารู้ดีว่าตัวเองเป็นพยานปากสำคัญที่สุดในสิ่งที่กำลังดำเนินไปในประเทศ สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในฟิลิปปินส์ ไม่แม้กระทั่งในยุคที่ประเทศตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกของจอมเผด็จการอย่างมาร์กอส

คนฟิลิปปินส์ที่ตายภายใต้ “สงครามยาเสพติด” ของดูแตร์เตในชั่วระยะเวลาเพียง 6 เดือนมีมากกว่าคนที่ตายภายใต้กฎอัยการศึกของมาร์กอสถึงเกือบเท่าตัวในช่วงระยะเวลาเกือบสิบปี

เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เขาคือคนที่ขึ้นให้ปากคำภายใต้การสาบานตนต่อกรรมาธิการยุติธรรมของวุฒิสภาฟิลิปปินส์ กล่าวหาประธานาธิบดีดูแตร์เตว่าเป็นผู้จัดตั้ง “กองทัพมือสังหาร” ที่ดูแตร์เตเรียกว่า “แลมบาดา บอยส์” แต่สื่อมวลชนเรียกว่า “ดาเวา เดธ สควอด” หรือ “ดีดีเอส”

เป็นทีมล่าสังหารที่ตอนนี้ปฏิบัติการอยู่ทั่วประเทศ

มาโตบาโตเป็นเกษตรกร แม้ว่าครั้งหนึ่งจะถูกเกณฑ์เข้าเป็นกองกำลังอาสาสมัคร แต่ก็ยังคงยึดเกษตรกรรมเป็นอาชีพ เขาอยู่ในไร่ตอนที่ผู้เป็นพ่อถูกสมาชิกกองทัพประชาชนใหม่ กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ตัดหัว

ชีวิตของมาโตบาโตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงในปี 1988 เมื่อได้รับการติดต่อจากนายกเทศมนตรีคนใหม่ของดาเวาให้เข้ามาพบ และเสนองานใหม่ให้ในฐานะเป็น “เจ้าหน้าที่ประจำฝ่ายบริหาร” เทศบาลนครดาเวา

สถานที่นัดหมายคือโรงแรมแห่งหนึ่ง นอกจากดูแตร์เต แล้วยังมีคนอื่นๆ อีก 6 คน ดูแตร์เตอธิบายให้คนทั้งหมดรับฟังง่ายๆ ว่า หน้าที่ของพวกเขาคือการกำจัด กวาดล้างอาชญากรให้หมดไปจากดาเวา ไม่ว่าจะเป็นพวกข่มขืนกระทำชำเรา โจรลักเล็กขโมยน้อย และพ่อค้ายาเสพติด

หลังจากพบกันในวันนั้น คนทั้ง 7 ก็กลายเป็นกลุ่มแรกของทีมล่าสังหารแห่งดาเวา!

เหยื่อรายแรกของมาโตบาโต คือ ชายผู้หนึ่งในโรงพูล (กีฬาพูล ใช้ไม้คิวเล่นบนโต๊ะทำนองเดียวกับบิลเลียดและสนุกเกอร์ แต่กติกาต่างกัน) ปืนที่ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งนำมามอบให้ พร้อมกับอาหารบางอย่าง จากนั้นก็เดินทางไปหาเหยื่อด้วยกัน การลงมือโดยมีตำรวจอยู่ใกล้ๆ ทำให้มาโตบาโตเยือกเย็นกว่าที่ควรจะเป็น เขาเดินเข้าไปในโรงพูล แล้วเหนี่ยวไก

แปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงได้ง่ายดายขนาดนั้น!

สำหรับอาชญากรทั่วไป มือสังหารจะได้เงิน 3,000 เปโซ (ราว 2,140 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) ค่าจ้างจะเพิ่มเป็นเท่าตัว หรือ 6,000 เปโซ หากเป้าหมายเป็นคนใหญ่คนโตหรือผู้มีอิทธิพล

นอกจากนั้นพวกเขายังมีหน้าที่ “อย่างเป็นทางการ” อีกอย่างคือ รักษาความสงบบริเวณตลาด ท่าอากาศยาน หรือท่าขนส่งมวลชน และโรงเรียนต่างๆ

“หลัง 6 เดือนผ่านไป ผมเชื่อสนิทใจว่ากำลังทำหน้าที่ช่วยเหลือคนดี ด้วยการฆ่าคนเลวๆ ทิ้ง”

อีก 3-4 ปีถัดมา จำนวนของทีมล่าสังหารเพิ่มมากขึ้นเป็น 100 คน หลายคนคืออดีตกองกำลังกองทัพประชาชนใหม่นั่นเอง

ในการให้ปากคำต่อกรรมาธิการยุติธรรมฯ เพื่อกล่าวหา โรดริโก ดูแตร์เต ผู้ให้ปากคำอย่างมาโตบาโตก็ทำให้ตัวเองตกเป็นอาชญากร กระทำความผิดมหันต์พร้อมกันไปด้วย นอกจากจะยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งแล้ว

เขายังยอมรับในระหว่างให้ปากคำว่า เขาลงมือสังหารตามคำสั่ง “ฆ่าคนไปมากกว่า 50 คน” ลักพาตัวคนไปอีกหลายร้อย ทารุณกรรมหลายต่อหลายคน เชือดร่างกายเป็นชิ้นๆ ฝังหรือไม่ก็ทิ้งศพเหล่านั้นลงทะเล และช่วยเพื่อนร่วมทีมลงมือสังหารคนไปอีกมากมาย ส่วนใหญ่แล้วเริ่มต้นตั้งแต่การลักพาตัวเป็นลำดับแรก จบลงด้วยการทำอย่างไรก็ได้ให้ “ศพ” หายไปอย่างไร้ร่องรอย

“ก่อนที่จะเริ่มตัดศพเป็นชิ้นๆ เราถอดเสื้อผ้าทั้งหมดออกก่อน เผาทิ้งทั้งหมดเพื่อไม่ให้เหลืออะไรเป็นหลักฐาน แล้วถึงค่อยราดน้ำมันพืชลงบนร่างเหยื่อ ตอนเผามันจะได้ไม่ส่งกลิ่นเหมือนศพไหม้”

บางครั้งดูแตร์เตจะมายืนกำกับกระบวนการทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจ บางคราวก็เพื่อตรวจสอบว่าเหยื่อคือคนที่ต้องการจริงๆ หรือไม่ก่อนที่ศพจะถูกฝังทิ้งไว้ในเหมืองหิน

มาโตบาโตบอกว่า ในปี 1993 เขาได้เห็นดูแตร์เตจัดการกับเหยื่อด้วยมือตัวเอง

เหยื่อรายนั้นเป็นสายสืบของกระทรวงยุติธรรม นอนได้รับบาดเจ็บอยู่กับพื้นหลังยิงปะทะกันกับทีมล่าสังหาร ดูแตร์เตจัดการยิงซ้ำจนเสียชีวิตคาที่

นายกฯดูแตร์เตเป็นคนเลือกเหยื่อทุกรายด้วยตัวเอง เจ้าหน้าที่ทางการระดับอำเภอเป็นคนจัดทำรายชื่อมาให้ พร้อมข้อมูลสั้นๆ เกี่ยวกับอาชญากรรมที่แต่ละรายก่อขึ้น

“จากนั้นก็เป็นเขาคนเดียวเท่านั้น ที่เป็นคนตัดสินใจว่าใครจะอยู่หรือตาย”

จุดหักเหเดินทางมาถึงเมื่อปี 2013 ตอนนั้นสมาชิกของทีมเพิ่มขึ้นเป็นราว 300 คนแล้ว มีการลงมือลักพาตัวสาวรุ่น 3 รายเข้ามา ทั้งหมดถูกระบุว่าเป็น “คนเดินยา”

มาโตบาโตบอกว่า พวกนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับลูกๆ ของตัวเอง

“ผมรู้ว่าพวกเธอบริสุทธิ์” เขาบอก นานนับสิบๆ ปีมาแล้วที่เรื่องนี้ถูก “ทำใจ” ให้เป็นที่ยอมรับกันว่า คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อาจตกเป็นเหยื่อได้อยู่บ้าง แต่คราวนี้ทุกอย่างเกินขีดที่ มาโตบาโตจะทำใจยอมรับได้อีกต่อไป

“ก่อนลงมือฆ่า พวกนั้นลงมือข่มขืนพวกเธอ”

วันถัดมา เขาลงมือเขียนจดหมายถึง “หัวหน้าทีม” บอกว่า ตอนนี้แก่เกินไปแล้ว และต้องการที่จะออกจากทีม

ผลตอบแทนคือ เขาถูกทรมานอยู่ในสถานีตำรวจแห่งหนึ่งนาน 1 สัปดาห์เต็มๆ

มาโตบาโตหนีออกมาได้สำเร็จ และยังติดต่อกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฟิลิปปินส์ได้อีกด้วย กระทรวงยุติธรรมจัดให้เขาอยู่ในโครงการคุ้มกันพยาน แต่สายเกินไป

เมื่อเป็นที่แน่ชัดว่าดูแตร์เตกำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ เขาตัดขาดจากโครงการและคริสตจักรให้ความคุ้มครองเขามานับแต่บัดนั้น

กรรมาธิการการยุติธรรม วุฒิสภา ไม่สนใจเรื่องราวจากปากของ เอดการ์ มาโตบาโต อีกต่อไป เมื่อ โรดริโก ดูแตร์เต ยืนยันว่า ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้ามาโตบาโต มาก่อน พันธมิตรของประธานาธิบดีในวุฒิสภาบอกว่า มาโตบาโต “เชื่อถือไม่ได้” รัฐมนตรียุติธรรมคนใหม่ที่บอกว่า ตนเชื่อว่าอาชญากรไม่ใช่มนุษย์ กล่าวหาเขาว่า “โกหก” และ “พยายามแพร่ข้อมูลใส่ร้าย” ประธานาธิบดี

กรรมาธิการฯ ประกาศปิดคดี!

“ทุกอย่างที่เราเห็นในมะนิลาทุกวันนี้มาจากดาเวา ผมจำสไตล์ได้แม่น วิธีที่เราใช้เทปพันเหยื่อ วิธีจัดฉาก เหมือนอย่างใช้ปืนราคาถูกๆ สักกระบอกวางไว้ข้างมือเหยื่อ เพื่อให้เห็นว่ามีการต่อสู้ เราจะมียาพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา เอาไว้ยัดใส่ร่างเหยื่อแต่ละราย

“ที่ต่างออกไปมีเพียงนิดหน่อย มีข้อความเพิ่มเติมเข้ามา แทนที่จะเป็นแค่ “กูคือพ่อค้ายา” กลายเป็น “กูค้ายา อย่าเอาอย่าง” เท่านั้นเอง”

คำถามก็คือ เมื่อผู้ล่าอย่าง เอดการ์ มาโตบาโต และ เลลา เดลิมา กลายเป็นผู้ถูกล่าเหมือนเช่นในตอนนี้

พวกเขาจะทำอย่างไรกันต่อไป?