เผย ‘ทรัมป์’ ไม่เว้นรีดภาษี ‘น้ำมัน’ เม็กซิโก-แคนาดา อุตฯมะกันหวั่นผลกระทบ สื่อจีนเตือนสงครามภาษี
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แหล่งข่าวใกล้ชิดกับแผนงานของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนว่า ทรัมป์จะไม่ยกเว้นน้ำมันดิบจากแผนการจัดเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้ามาจากแคนาดาและเม็กซิโก หลังทรัมป์ประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้ามาจาก 3 ประเทศได้แก่ เม็กซิโกและแคนาดาที่อัตรา 25% และเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก 10% ตั้งแต่วันแรกที่เขารับตำแหน่งในเดือนมกราคมปีหน้า โดยแหล่งข่าว 2 รายดังกล่าวที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อเนื่องจากความอ่อนไหวในเรื่องนี้ กล่าวว่า น้ำมันจะไม่ได้รับการยกเว้นจากแผนการจัดเก็บภาษีนี้
ทั้งนี้ตามข้อมูลของกระทรวงพลังงานของสหรัฐระบุว่า แคนาดาและเม็กซิโก เป็นแหล่งน้ำมันดิบอันดับต้นๆ ของการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐ โดยคิดเป็นราว 1 ใน 4 ของโรงกลั่นน้ำมันสหรัฐที่แปรรูปเป็นเชื้อเพลิง
ด้านภาคอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐออกมาเตือนว่านโยบายดังกล่าวนี้ของทรัมป์ อาจจะเป็นความผิดพลาได้และจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ภาคอุตสาหกรรมและความมั่นคงของชาติ โดยโฆษกของกลุ่มผู้ผลิตเชื้อเพลิงและปิโตรเคมีในสหรัฐ กล่าวว่า นโยบายการค้าดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น จะลดปริมาณวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่สามารถเข้าถึงได้ หรือกระตุ้นให้เกิดการตั้งกแพงภาษีตอบโต้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและลดความได้เปรียบของเราในฐานะผู้ผลิตเชื้อเพลิงเหลวชั้นำของโลก
ด้านสื่อจีนออกมาเตือนว่าการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก 10% ของว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์นั้น อาจฉุดลากสองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้เข้าสู่สงครามภาษีที่ห้ำหั่นทำลายล้างกันได้
ในบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ไชนาเดลี และโกลบอล ไทม์ส กระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนระบุเตือนว่า ผู้ครอบครอง ณ เลขที่ 1600 ถนนเพนซิลเวเนีย (ที่ตั้งทำเนียบขาว) อย่าทำให้จีนกลายเป็น “แพะรับบาป” สำหรับวิกฤตปัญหาเฟนทานิลในสหรัฐ หรือ ไม่เห็นคุณค่าในความปรารถนาของจีนเกี่ยวกับความร่วมมือในการต่อต้านยาเสพติด “ข้อกล่าวอ้างที่ว่าที่ประธานาธิบดีให้ไว้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับคำขู่ที่จะขึ้นภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้านำเข้าจากจีนนั้นไม่ไกลเกินจริง”
ไชนาเดลีระบุ และว่า “ไม่มีผู้ชนะในสงครามภาษี หากสหรัฐยังคงทำให้เศรษฐกิจและการค้าเป็นเรื่องการเมืองด้วยการใช้ภาษีเป็นอาวุธ จะไม่มีฝ่ายใดที่จะไม่บาดเจ็บ”
ทั้งนี้ทรัมป์ได้ประกาศเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐ 3 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโกและจีน จนกว่าทั้ง 3 ชาติจะจัดการกับปัญหายาเสพติดโดยเฉพาะเฟนทานิล รวมถึงปัญหาผู้อพยพที่หลบหนีข้ามแดนเข้ามาในสหรัฐ
ล่าสุดมีรายงานว่าทรัมป์ได้ตั้งนายเจมีสัน เกรียร์ อายุ 44 ปี เป็นผู้แทนการค้าสหรัฐในรัฐบาลของเขา ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญในการดำเนินการให้วาระทางเศรษฐกิจของทรัมป์บรรลุผล โดยเฉพาะแผนการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มรายได้และช่วยนำการผลิตกลับมาสู่สหรัฐมากขึ้น
นอกจากนี้ทรัมป์ยังแต่งตั้งนายเควิน แฮสเซ็ตต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งจะช่วยกำกับดูแลนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศและระหว่างประเทศด้วย

