‘เม็กซิโก-จีน’ จวกนโยบายภาษีนำเข้า ‘ทรัมป์’ แดนจังโก้ขู่ขึ้นภาษีมะกันกลับ
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบัมของเม็กซิโกกล่าวในที่แถลงข่าวว่า จะดำเนินมาตรการตอบโต้ขึ้นภาษีสินค้าจากสหรัฐ หากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโก 25% ในขณะเดียวกัน นายมาร์เซโล เอ็บราร์ด รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือของภูมิภาค พร้อมทั้งกล่าวเตือนว่าสงครามตอบโต้ภาษีนำเข้าจะส่งผลให้สหรัฐเผชิญกับปัญหาว่างงานกระทบประชากรกว่า 400,000 คน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง และส่งผลกระทบต่อบริษัทของสหรัฐที่มีฐานการผลิตในเม็กซิโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงบริษัทฟอร์ด เจเนรัลมอเตอร์ และสเตลแลนทิสด้วย
เอ็บราร์ดระบุว่า 88% ของรถกระบะขายที่สหรัฐ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในพื้นที่ชนบท ผลิตที่เม็กซิโก และการขึ้นภาษีจะทำให้รถกระบะมีราคาสูงขึ้นมากกว่าเดิมถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ในวันเดียวกัน เชนบัมและทรัมป์ได้หารือกันผ่านโทรศัพท์ในเรื่องนโยบายของสหรัฐ โดยทรัมป์เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่าภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจะยังคงอยู่จนกว่าปัญหายาเฟนทานิลและผู้อพยพจะหมดไป
หลังจากการหารือ ทรัมป์กล่าวบนแพลต์ฟอร์มทรูธโซเซียลส่วนตัวว่า เชนบัมเห็นชอบในการห้ามไม่ให้มีผู้อพยพจากเม็กซิโกเข้ามาในสหรัฐผ่านการปิดชายแดนทางใต้ กระนั้นก็ดี เธอกล่าวผ่านแพลต์ฟอร์มเอ็กซ์ว่า จุดยืนของเม็กซิโกไม่ใช้การปิดชายแดนแต่เป็นการสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและประชาชน
ในด้านจีน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน โฆษกกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า การขึ้นภาษีสินค้าจีนโดยรัฐบาลของทรัมป์จะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาของสหรัฐแต่อย่างใด และกล่าวเพิ่มว่า สหรัฐควรที่จะเคารพกฎหมายขององค์การการค้าระหว่างประเทศ (WHO) และร่วมมือกีบจีนเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจและการค้าให้เกิดความมั่นคง ซึ่งทรัมป์กล่าวว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจีนเพิ่ม 10% เพื่อกดดันให้จีนแก้ไขปัญหายาเฟนทานิลที่หลั่งไหล่เข้ามาที่สหรัฐด้วย

