หน้าแรก ต่างประเทศ โลกเปลี่ยน ไท...

โลกเปลี่ยน ไทยพร้อมไหม? นับถอยหลังสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

3.12.24 | 09:00 น.
AFP

โลกเปลี่ยน ไทยพร้อมไหม? นับถอยหลังสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

เพิ่งจะเสร็จสิ้นไปสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 29 (COP29) ที่กรุงบากู อาเซอร์ไบจาน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการประชุมที่จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องถึง 29 ครั้งและยังมีสมาชิกถึง 198 ภาคีนั้น แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นปทัฏฐานใหม่ของโลก ซึ่งได้กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการดำเนินธุรกิจที่จำเป็นต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ตระหนักในเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้น ประกอบกับกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศที่ถูกใช้เป็นกลไกเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างหลีกหนีไม่พ้น

ในขณะนี้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ภายใต้นโยบายกรีนดีลของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้ที่ลักษณะระยะเปลี่ยนผ่านเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะมีความกังวลว่าแนวทางปฏิบัตินี้เป็นมาตรการฝ่ายเดียวที่ไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพในการรับมือและปรับตัวของแต่ละประเทศที่มีความสามารถแตกต่างกัน เพียงแค่อีก 2 ปี มาตรการนี้จะถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบทำให้สินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงจะโดนเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ส่งผลกระทบให้ต้นทุนการผลิตนั้นเพิ่มขึ้นและทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นตามมา หากผู้ผลิตในไทยยังนิ่งเฉยต่อการปรับตัว ย่อมส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในท้ายที่สุด และจะสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจไทยมูลค่ามหาศาลด้วยภาคการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของ GDP ไทยทั้งหมด

ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ มาตรการ CBAM บังคับใช้กับ 6 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ซีเมนต์ ซีเมนต์ ไฟฟ้า และไฮโดรเจน โดยอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียมเป็นส่วนสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทยเป็นอย่างมาก นายรัชวิชญ์ ปิยะปราโมทย์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเปิดเผยในงาน Earth Jump 2024 เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า อุตสาหกรรมข้างต้นมีมูลค่า 20,883.54 ล้านบาทและ 5,440.50 ล้านบาทตามลำดับ และที่สำคัญ สหภาพยุโรปมีแนวโน้มที่จะเพิ่มประเภทสินค้า เช่น เคมีภัณฑ์อินทรีย์และโพลิเมอร์ รวมถึงมุ่งขยายขอบเขตประเภทสินค้าภายใต้ระบบ EU-ETS ซึ่งเป็นระบบครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมหนักที่ใช้พลังงานสูง ที่มีสินค้าอุปโภคสำคัญอย่างกระดาษ และสาขาการบินการเดินเรือด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น มีกติกาสากลหลายฉบับที่จะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในเวลาอันใกล้ ทั้งมาตรการว่าด้วยสินค้าที่ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ที่จะมีผลในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่สินค้าเกษตรที่ไทยส่งออกไปที่สหภาพยุโรป 6 ประเภท ประกอบไปด้วยยางพารา ไม้ ปาล์มน้ำมัน โกโก้ กาแฟและถั่วเหลือง รวมถึงยุทธศาสตร์จากฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร (F2F) ตลอดจนมาตรการว่าด้วยการตรวจสอบตลอดห้วงโซ่อุปทานของธุรกิจ (CSDDD)

Advertisement

ทั้งนี้ นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินเปิดเผยในงานสัมมนา Unlock ESG Value for Business Success เมื่อเดือนมิถุนายนว่า อุตสาหกรรมไทยกว่าร้อยละ 30 ของ GDP ตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเลียม ไปจนถึงปิโตรเคมี ยังเป็นเทคโนโลยีเก่าและไม่รองรับกระแสความยั่งยืน ธุรกิจจำนวนมากยังคงพึ่งพาพลังงานถ่านหินและน้ำมันอยู่มาก จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวไม่เช่นนั้นก็จะเสียโอกาสทางธุรกิจได้

อิทธิผลของความแปรปรวนของสภาพอาการส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ทำให้เกิดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ แม้ว่าไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงน้อยนิดไม่ถึง 1% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก แต่กลับเป็นประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนหนักที่สุดเป็นลำดับที่ 10 โดยการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้โรงงานอุตสาหกรรมเผชิญภัยทำท่วมฉับพลัน ขณะที่ทรัพยากรจากภาคการเกษตรที่ใช้ในการผลิตก็จะขาดแคลนสืบเนื่องมาจากภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น

ในด้านการลงทุนจากต่างชาติ ไทยจำเป็นต้องทำให้ปัจจัยภายในประเทศเอื้ออำนวยและสอดคล้องกับมาตรฐานการประกอบธุรกิจรูปแบบใหม่เพื่อให้สามารถดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติที่จะมาลงทุนในไทยได้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวนั้นจะล่าช้าไม่ได้ การบริหารจัดการน้ำและพลังงาน พร้อมทั้งระบบคมนาคมและการขนส่งต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยส่งเสริมเจตจำนงของไทยในการบรรลุเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2065 ตามที่ไทยประกาศในที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์เมื่อปี 2021 ไว้ และเพื่อให้สอดคล้องกับการแสดงบทบาทนำของไทยที่เน้นย้ำความสำคัญของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio Circular Green) ในเวทีระหว่างประเทศ บวกกับการที่ไทยลงนามในข้อตกลงปารีสและให้คำมั่นว่าจะควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสด้วย

ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคมีพฤติกรรมหันมาใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แม้ว่าจะต้องจ่ายราคาในที่สูงขึ้นก็ตามที แนวคิดการดำเนินธุรกิจ ESG ที่ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance) ไปพร้อมกับการประกอบธุรกิจที่จะช่วยส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการไทยต้องตระหนักถึงเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ตลาดสีเขียวที่เติบโตอย่างต่อเนื่องได้

อีกทั้ง เป็นที่รู้กันดีว่าภาคการท่องเที่ยวเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็น 1 ใน 5 ของรายได้ของคนไทยทั้งหมด อย่างไรก็ดี ภาวะโลกเดือดที่กำลังเกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในแง่ธรณีวิทยาและอุตุนิยมวิทยา รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวด้วย เห็นได้จากการที่ปรากฎการณ์ลานีญาที่ทำให้ฝนตกหนักกว่าปกติในพื้นที่ภาคเหนือเมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา น้ำที่เอ่อล้นในแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในวงกว้างและเข้าท่วมโบราณสถานภายในเวียงกุมกามหลายแห่ง สร้างความเสียหายทั้งในเชิงการอนุรักษ์และส่งผลกระทบต่อรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยว

ผลสำรวจจาก Sustainable Travel Report 2024 ชี้ว่า 75% ของนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญต่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันได้เกิดเทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ขึ้น โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่คำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและตระหนักในเรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีเหตุผล อย่างไรก็ดี ไทยเผชิญกับความท้าทายในเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ปกคลุมโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และที่เชียงใหม่ ซึ่งล้วนแต่เป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศทั้งสิ้น ขณะที่ปัญหาขยะล้นเมืองจากการบริหารจัดการขยะอย่างไม่เหมาะสมก็เรียกได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤต หากยังเพิกเฉยในการแก้ไข ไทยจะตกขบวนตามกระแสอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโลกได้อย่างไม่ทันการณ์

คำถามคือว่าไทยพร้อมที่จะปรับตัวและรับมือพลวัตโลกครั้งนี้หรือไม่? ระเบียบการค้าใหม่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายในการรวบรวมและรายงานข้อมูลให้ประเทศคู่ค้าทราบ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันโลกยุคใหม่ก็ถือเป็นภาระทางการเงินที่หนักอึ้ง ผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ย่อมเผชิญกับความท้าทายมากกว่าธุรกิจใหญ่โดยเฉพาะในเรื่องข้อจำกัดด้านเงินทุน ภาคการเงินจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถของธุรกิจไทยการปรับตัว

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศเปิดตัวโครงการ Financing the Transition เพื่อตอบโจทย์การปรับตัวของภาคธุรกิจสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีธนาคาร 8 แห่งเข้าร่วมโครงการ และการจัดทำ Thailand Taxonomy ก็เริ่มต้นแล้วด้วย ในขณะเดียวกัน การบรรลุข้อตกลงการจัดหาเงินสนับสนุนแก่ประเทศกำลังพัฒนามูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลของการประชุม COP29 นั้น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ไทยเตรียมสร้างความพร้อมและวางกลยุทธ์เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าว เพื่อบรรเทาเพื่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตั้งใจไว้

อย่างไรก็ตาม ความตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการปรับตัวสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่เป็นก้าวแรกที่จะนำพาให้ไทยรอดพ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมสีเขียวได้ ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ถ้าไทยไม่ติดหล่มและปรับตัวได้ก่อน ความสามารถในการแข่งขันในตลาดการค้าโลกจะถูกยกระดับ พร้อมทั้งจะเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระยะยาวอีกด้วย