หน้าแรก ต่างประเทศ ปลุกตลาด! ญี่...

ปลุกตลาด! ญี่ปุ่นเปิดประมูลเนื้อ ‘วาฬฟิน’ ครั้งแรกในรอบ 50 ปี ส่วนหางเคาะราคาสูงสุด กก.ละ 4.4 หมื่นบ.

13.12.24 | 17:03 น.
ภาพเอพี

ปลุกตลาด! ญี่ปุ่นเปิดประมูลเนื้อ ‘วาฬฟิน’ ครั้งแรกในรอบ 50 ปี ส่วนหางเคาะราคาสูงสุด กก.ละ 4.4 หมื่นบ.


สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ญี่ปุ่นได้เปิดประมูลเนื้อวาฬฟินหลายตัวที่มีน้ำหนักรวมราว 1.4 ตัน ที่ถูกจับได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ปีที่นอกชายฝั่งเกาะฮอกไกโด ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ในการเปิดประมูลที่ตลาดปลาซับโปโรและท่าเรือของ Kangei Maru ในเมืองชิโมะโนะเซกิ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม โดยส่วนหางของวาฬฟิน หรือที่เรียกว่า โอโนมิ (onomi) ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อว่ามีรสชาติดี ถูกประมูลไปในราคาสูงสุดถึง 200,000 เยน หรือประมาณ 44,500 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ญี่ปุ่นได้กลับมาล่าวาฬเชิงพาณิชย์ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน หลังจากญี่ปุ่นได้ถอนตัวออกจากคณะกรรมการการล่าวาฬระหว่างประเทศ (IWC) ในปี 2019 และการเปิดประมูลเนื้อวาฬฟินครั้งนี้มีขึ้นหลังจากในปีนี้กรมประมงญี่ปุ่นได้บรรจุวาฬฟินเพิ่มเข้าไปอยู่ในรายชื่อสายพันธุ์วาฬที่สามารถล่าได้อย่างถูกกฎหมายในญี่ปุ่นนอกเหนือจากเดิม 3 สายพันธุ์ที่อนุญาตให้ล่าได้ ได้แก่ วาฬบรูด้า (Brydes whale) วาฬมิงค์ ( Minke whale) และ วาฬเซ (Sei whale) ในขณะที่ญี่ปุ่นได้ขยายการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ตามแนวชายฝั่งและพยายามที่จะฟื้นฟูอุตสาหกรรมการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ให้กลับมาคึกคัก

ภาพเอพี

การสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ของญี่ปุ่นยืนยันว่ามีการฟื้นตัวอย่างเพียงพอแล้วของประชากรวาฬฟินในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ และในฤดูกาลนี้มีการจับวาฬฟินได้แล้ว 30 ตัว หรือครึ่งหนึ่งของโควต้าที่กำหนดให้จับได้ 60 ตัว ขณะที่ญี่ปุ่นกำหนดโควต้าสำหรับการจับวาฬอีก 3 สายพันธุ์ข้างต้นรวมกันได้ไม่เกิน 379 ตัว

Advertisement

ถึงแม้ว่าการล่าวาฬในญี่ปุ่นเป็นประเด็นที่ถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์จากนักอนุรักษ์มายาวนาน แต่การประท้วงต่อต้านก็เบาลงมากหลังจากที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนมาเป็นการ “ล่าวาฬเพื่อการวิจัย” ซึ่งก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในแอนตาร์กติกและถูกมองว่าเป็นการปกปิดการล่าสัตว์เชิงพาณิชย์

ด้านกลุ่มอนุรักษ์วาฬและผู้เชี่ยวชาญบางคนออกมาต่อต้านการล่าวาฬเนื่องจากจำนวนวาฬที่ลดลงจนเกือบจะสูญพันธุ์จากการล่าเกินขนาดเมื่อหลายสิบปีก่อน รวมถึงยังสงสัยถึงความต้องการเนื้อวาฬในญี่ปุ่น ทั้งที่เป็นอาหารที่ไม่คุ้นเคยและมีราคาที่แพงกว่าเนื้อชนิดอื่นๆ ซึ่งหากขาดการสนับสนุนจากรัฐบาล อุตสาหกรรมวาฬเชิงพาณิชย์นี้จะสามารถอยู่รอดได้หรือไม่