UN เปิดตัวรายงานการโยกย้ายถิ่นประจำปี 2024 ชี้โควิด-การเมืองเมียนมา เป็นสาเหตุหลัก
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เครือข่ายสหประชาชาติเปิดตัวรายงานการโยกย้ายถิ่นฐานของไทยประจำปี 2024 ซึ่งถือเป็นฉบับที่ 6 จัดทำร่วมกันโดยหน่วยงานสมาชิกของเครือข่ายสหประชาชาติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นในประเทศไทย ได้แก่ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่น (IOM) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Woman) และองค์การอนามัยโลก (WHO)
ภายในรายงานตลอดทั้ง 11 บท ประกอบไปด้วยบทวิเคราะห์ที่ครอบคลุมสถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานในมิติต่างๆ อย่างรอบด้าน นโยบายและการสะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของผู้ย้ายถิ่นในประเทศไทย ภายใต้ 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สภาพการทำงานของผู้ย้ายถิ่น สิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงความยุติธรรม และการขยายความคุ้มครองทางสังคมและสุขภาพ
นอกจากนี้ แต่ละบทได้นำเสนอความคืบหน้าของนโยบายและกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายถิ่นฐาน สถานการณ์ปัจจุบันของผู้ย้ายถิ่น ตลอดจนข้อเสนอแนะในเรื่องนโยบายและการปรับปรุงแผนการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความคุ้มครองแก่ผู้ย้ายถิ่นทุกคนด้วย
ในพิธีเปิดตัวรายงานข้างต้น มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวต้อนรับและแสดงความขอบคุณต่อเครือข่ายสหประชาชาติที่มีส่วนร่วมในการจัดทำรายงานฉบับนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนความร่วมมือของแต่ละหน่วยงานของสหประชาชาติในรูปแบบใหม่ (UN 2.0) เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง รวมถึงกระทรวงต่างๆ ของไทยที่ได้ให้การสนับสนุนด้วย
“การโยกย้ายถิ่นฐานไม่ใช่การเดินทางของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงแรงกล้าของมนุษย์ที่แสวงหาโอกาสและความหวังในการมีอนาคตที่ดีขึ้น แรงงานข้ามงานเป็นแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นวัตกรรมและความเจริญรุ่งเรืองที่มีร่วมกัน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมในหลากหลายด้าน” ฟิลแบรย์-สตอเร่กล่าว
ฟิลแบรย์-สตอเร่กล่าวเพิ่มว่า ไทยเป็นบ้านของจำนวนเกือบครึ่งของของแรงงานข้ามชาติในอาเซียนทั้งหมด โดยกลุ่มแรงงานนี้มีส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมเกษตร การประมง การก่อสร้างและงานบ้าน ซึ่งคิดเป็น 10% ของจำนวนแรงงานในไทยทั้งหมด ขณะที่ไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ทำให้พวกเขามีความสำคัญในการส่งเสริมให้ไทยสามารถเป็นประเทศรายได้สูงด้วย
จากนั้น มิชิโกะ อิโตะ ผู้ประสานงานเครือข่ายสหประชาชาติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นในประเทศไทย กล่าวถ้อยแถลงเปิดตัวรายงานว่า รายงานฉบับนี้เป็นผลมาจากข้อริเริ่มในการจัดตั้งเครือข่ายสหประชาชาติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานสำหรับประเทศไทยเมื่อปี 2021 หลังจากที่เลขาธิการสหประชาชาติได้จัดตั้งเครือข่ายว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานโลกในปี 2019
“รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานในปัจจุบัน ตลอดจนนโยบายของไทยในเรื่องนี้ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ รายงานยังระบุถึงความท้าทายและข้อเสนอแนะเพื่อให้ไทยสามารถรับมือในเรื่องโยกย้ายถิ่นฐาน เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 20 คน จาก 11 หน่วยงาน” อิโตะกล่าว
โรซาเลีย ชอร์ติโน บรรณาธิการร่วมของรายงานฉบับนี้ เปิดเผยว่า ไทยทำหน้าที่เป็นประเทศต้นแบบสำหรับการดำเนินการตามข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบและปกติ (Global Compact for Safe, Orderly and Regular Migration: GCM) ไทยยังเป็นประเทศปลายทางสำหรับการโยกย้ายถิ่นจากกัมพูชา เมียนมาและลาว ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจรวมถึงด้านสิทธิมนุษยธรรม
นอกจากนี้ ไทยเป็นทางผ่านสำหรับคนงาน ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัยตลอดจนการค้ามนุษย์ไปยังประเทศอื่น โดย 2 เหตุการณ์ที่มีอิทธิพลสำคัญให้เกิดการโยกย้ายถิ่นขึ้นในปัจจุบัน คือ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงการรัฐประหารในเมียนมา และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลให้เกิดการผลัดถิ่นในอนาคต
ชอร์ติโน กล่าวเพิ่มว่า ผู้อพยพประสบกับปัญหาเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการบริการพื้นฐาน ทำให้เกิดข้อจำกัดในเรื่องการได้รับความคุ้มครองทางสังคมและสิทธิมนุษยชน แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นผู้ที่สามารถส่งเสริมกำลังในอุตสาหกรรมแรงงาน พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า การโยกย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้านยังคงเกิดขึ้นต่อไป การขยายเส้นทางการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปกติ โดยให้มีการลงทะเบียน ทำงานและเข้าถึงบริการพื้นฐานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
ต่อมา เฮเลน ซายด์ หัวหน้าฝ่ายข้อมูลและวิจัย องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า มีจำนวนแรงงานข้ามชาติจากกัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนามในไทยจำนวน 2.3 ล้านคน ทว่ามีจำนวนผู้ย้ายถิ่นที่ไม่ปกติเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 1.8 ล้านคน จากตัวเลข 811,437 คนเมื่อปี 2018 ในขณะเดียวกัน มีแรงงานชาวไทยข้ามชาติลดลง จากตัวเลข 149,455 เมื่อปี 2018 ลงมาที่ตัวเลข 118,080
สามารถเข้าถึงรายงานการโยกย้ายถิ่นประจำปี 2024 ได้ที่ https://thailand.iom.int/resources/thailand-migration-report-2024






