หน้าแรก ต่างประเทศ บุคคลแห่งปี 2...

บุคคลแห่งปี 2024 ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ 

1.01.25 | 16:23 น.
AP

บุคคลแห่งปี 2024 ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ 

หากจะพูดถึงบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในปี 2024 ที่กำลังจะพ้นไป แน่นอนว่าคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 ที่จะเข้ารับตำแหน่งผู้นำโลกเสรีสมัยที่ 2 อย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2025 คือบุคคลที่สมควรได้รับสถานะ “บุคคลแห่งปี” ไม่ว่าจะชอบหรือชังเขาก็ตามที

ทรัมป์ไม่เพียงแต่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองจากชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดชนิดม้วนเดียวจบ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่มีนางคามาลา แฮร์ริส ตัวแทนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตเป็นคู่แข่ง แม้ว่าก่อนหน้านี้สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันฟันธงว่ามันน่าจะเป็นการแข่งขันที่สูสีที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ แต่ผลที่ปรากฎกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม ซ้ำยังเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนจากพรรครีพับลิกันไม่เพียงแต่คว้าชัยในรัฐสะวิงสะเตตทุกรัฐ แต่ยังคว้าชัยชนะในส่วนของป็อปปูล่าโหวตไปแบบไม่ต้องลุ้นด้วยเช่นกัน ปรากฎการณ์อันทรงพลังดังกล่าวยังเหมารวมไปถึงการเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาของสหรัฐ ที่เป็นครั้งแรกเช่นกันที่รีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภาได้ รวบอำนาจทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเอาไว้ได้ทั้งหมดอย่างเหลือเชื่อ

ทรัมป์ซึ่งผันตัวจากนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังมาเป็นเจ้าของรายการเรียลลิตี้ที่มีผู้ชมมากมายอย่าง The Apprentice กับวลีเด็ดคุ้นหู “You’re fired” ทำให้ผู้คนตื่นตะลึงมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเขาสามารถโค่นนางฮิลลารี คลินตัน และก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ในปี 2016 แต่พ่ายแพ้ให้กับโจ ไบเดน ในการเลือกตั้งปี 2020 ตามด้วยการปลุกม็อบผู้สนับสนุนบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐในวันที่ 6 มกราคม 2021 ด้วยข้อกล่าวอ้างว่าเขาถูกปล้นชัยชนะ ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะเป็นแมว 9 ชีวิต ที่ไม่เพียงแต่รอดพ้นปฏิบัติการล่าแม่มดตามที่เขากล่าวอ้าง แต่ยังกลับมาผงาดเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งด้วยชัยชนะที่เป็นเอกฉันท์เช่นนี้

ทรัมป์เป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกพิพากษาว่ามีความผิดในคดีอาญา หลังจากในต้นปี 2024 เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดรวม 34 กระทงฐานปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจเพื่อปกปิดการจ่ายเงินค่าปิดปากให้กับสตอร์มี แดเนียลส์ ดาราหนังผู้ใหญ่ ซึ่งอ้างว่ามีสัมพันธ์ชู้สาวกับเขาระหว่างการรณรงค์หาเสียงในปี 2016 จากการยื่นฟ้องของอัยการเขตแมนฮัตตัน

Advertisement

ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่มีการเผยแพร่ภาพที่ทรัมป์ถูกทำประวัติอาชญากรในฐานะผู้กระทำความผิด ยอดผู้บริจาคในการระดมทุนสนับสนุนการรณรงค์หาเสียงของทรัมป์กลับพุ่งขึ้นถึงกว่า 52.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาพถ่ายนั้นถูกนำไปใช้ในสินค้าที่ระลึกมากมาย สะท้อนให้เห็นว่าคดีความที่ควรจะทำลายทรัมป์ กลับทำให้ผู้คนหันมาเห็นใจและสนับสนุนคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับการล่าแม่มดที่ทรัมป์บอกว่าตนเองเป็นเหยื่อมากขึ้น

นอกจากจะถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในคดีที่มีการตัดสินโทษเพียงครั้งเดียวของทรัมป์ข้างต้นแล้ว เขายังถูกฟ้องร้องในอีก 3 คดีความ ตั้งแต่การยุยงปลุกปั่นให้เกิดการประท้วงบุกอาคารรัฐสภาเพราะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง การเก็บเอกสารลับในระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเอาไว้ภายบ้านพักที่มาร์-อา-ลาโก ฟลอริดาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจีย ที่มาถึงเวลานี้ยังไม่ชัดเจนว่าคดีความทั้งหลายเหล่านั้นจะเดินหน้าต่อไป หรือยุติลงเพราะเขาจะมีเอกสิทธิ์คุ้มครองหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2

แม้จะต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยที่พรรคเดโมแครตพยายามเน้นย้ำ แต่ทรัมป์ก็สามารถพลิกเกมส์ได้อีกครั้งเมื่อเขาเอาชนะไบเดนได้อย่างชัดเจนในการดีเบตแรกระหว่างผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐที่จัดโดยซีเอ็นเอ็นในวันที่ 27 มิถุนายน แรงสั่นสะเทือนจากดีเบตครั้งนั้นทำให้ไบเดนถึงกับต้องประกาศถอนตัวในเวลาต่อมา หลังจากสมาชิกพรรคเดโมแครตด้วยกันเองพากันกดดันให้เขาลาออก เพราะมองเห็นว่าโอกาสที่ไบเดนจะสามารถเอาชนะทรัมป์ได้แทบจะเป็นศูนย์

ระหว่างนั้นก็เกิดเหตุการณ์ช็อกโลกขึ้นเมื่อทรัมป์ถูกลอบสังหารในการรณรงค์หาเสียงที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย ในวันที่ 13 กรกฎาคม ภาพกระสุนปืนเฉียดหูจนเลือดอาบหน้าทรัมป์ ทำให้บางคนคิดว่ามันคือการจัดฉาก ขณะที่อีกหลายคนเห็นว่า ภาพที่ทรัมป์สามารถครองสติได้เป็นอย่างดีหลังเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้น แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นของเขาในสถานการณ์วิกฤตและสะท้อนภาพที่ควรจะเป็นของผู้นำ

ทรัมป์ยังเจอกับความพยายามลอบสังหารครั้งที่ 2 ในวันที่ 15 กันยายน เมื่อมีมือปืนรอเล่นงานเขาที่สโมสรกอล์ฟเวสต์ปาล์มบีชในฟลอริดา แต่ผู้ต้องสงสัยหลบหนีไปก่อนที่ทรัมป์จะมาถึงจุดดังกล่าว หลังจากถูกพบตัวโดยเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับที่เพิ่มการอารักขาทรัมป์มากขึ้นหลังความพยายามในการลอบสังหารครั้งแรก

การชูแฮร์ริสขึ้นมาเป็นคู่ชิงคนใหม่ และความพยายามที่จะแสดงให้เห็นภาพของความน่าเชื่อถือของเธอในฐานะอดีตอัยการ ประกอบกับการดีเบตครั้งแรกและครั้งเดียวระหว่างทรัมป์กับแฮร์ริส ที่สื่อแทบจะทุกสำนักต่างฟันธงว่าแฮร์ริสทำได้ดีกว่าทรัมป์มาก บวกกับการชี้นำของผลโพลที่ไปในทิศทางเดียวกันว่าแฮร์ริสมีคะแนนตีตื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซ้ำยังสามารถระดมเงินบริจาคสนับสนุนการรณรงค์เลือกตั้งได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเวลาอันสั้น ทำให้หลายคนถึงกับมองว่าแฮร์ริสจะกลายเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกา

ท่ามกลางภาพที่หลายคนมองว่าทรัมป์อาจจะประสบกับความพ่ายแพ้อีกครั้งในความพยายามที่จะก้าวสู่ทำเนียบขาวรอบ 3 แต่เมื่อผลการนับคะแนนปรากฎขึ้น ทรัมป์กลับลบคำปรามาสเหล่านั้นได้ทั้งหมด เขาประกาศกับผู้สนับสนุนในคืนวันที่ 5 พฤศจิกายน ว่า “เราเอาชนะอุปสรรคที่ไม่มีใครคิดว่าเราจะทำได้” และ “นี่จะเป็นยุคทองของอเมริกาอย่างแท้จริง”

แม้แต่นิตยสาร์ไทม์ก็ยังประกาศให้ทรัมป์เป็น Person of the Year เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ หลังจากที่เขาเคยได้รับการเสนอชื่อให้รับตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วในปี 2016 บรรณาธิการบริหารของนิตยสารไทม์ยกย่องทรัมป์ว่า เป็นผู้นำที่สร้างประวัติศาสตร์ในการกลับมาอีกครั้ง และยังขับเคลื่อนโครงสร้างทางการเมืองที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชั่วอายุคน ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของประธานาธิบดีสหรัฐ และเปลี่ยนแปลงบทบาทของสหรัฐในโลก

ไทม์ยังบอกด้วยว่า การชนะการเลือกตั้งของทรัมป์ในปี 2024 เป็นการคัมแบ็กทางการเมืองที่น่าตกตะลึง ทรัมป์ได้ปรับเปลี่ยนผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน กระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นผู้ชายออกมาผลักดันให้เขาได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ซึ่งทำให้เขาได้ชัยชนะในป็อปปูล่าโหวตเป็นครั้งแรก และทำให้รัฐสะวิงสะเตตทั้งหมดกลายเป็นชัยชนะของรีพับลิกัน

“ชัยชนะในปี 2024 ของทรัมป์สร้างประวัติศาสตร์ในหลายๆ ด้าน เขาจะเป็นประธานาธิบดีที่อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ และเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจากคณะลูกขุนในนิวยอร์กเมื่อต้นปีนี้ในข้อหาฉ้อโกง 34 กระทง ทำให้เขาเป็นอาชญากรที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี” ไทม์ระบุ

ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรกับทรัมป์ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เขาคือบุคคลที่มีสีสันที่สุดในปี 2024 และจะยังคงเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งต่อโลกหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ในปี 2025 ด้วยเช่นกัน