เฟดหวั่นนโยบายทรัมป์ทำปัญหาเงินเฟ้อลากยาว จ่อไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่ม
จากบันทึกการประชุมที่ได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 มกราคมของธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ระหว่างวันที่ 17 ถึง 18 ธันวาคม มีการแสดงความกังวลว่า นโยบายขึ้นภาษีนำเข้า รวมถึงนโยบายส่งตัวผู้อพยพกลับประเทศต้นทางของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 จะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ เกิดการชะลอตัวด้านการเติบโตการทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) มีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ ตลอดจนตัวเลขการว่างงานอาจจะเพิ่มขึ้นด้วย
นโยบายของทรัมป์ที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนี้ยิ่งสนับสนุนนโยบายของธนาคารกลางที่จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยอีก หลังจากที่ลดอัตราดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่องเมื่อปี 2024
เมื่อวันที่ 8 มกราคม เจ้าหน้าที่เฟดและนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ สมาชิกสภาผู้ว่าการเฟด กล่าวว่า แม้ว่าจะมีความคาดหวังให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีกในปีนี้ ปัจจัยในการลดอัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ตัวเลข 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟดหรือไม่
ในปัจจุบัน การลดลงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารจะยังคงอยู่ที่ตัวเลขเดิมที่ 0.25% โดยในที่ประชุมมีการกล่าวถึงข้อดีของการไม่ลดอัตราดอกเบี้ยอีก เพราะเป็นการทำให้ความคืบหน้าของการลดอัตราเงินเฟ้อนั้นเกิดการชะงัก ทั้งยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่ว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นด้วย แสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4.25%-4.50% จนกว่าจะถึงการประชุมครั้งถัดไป ในกรณีที่เฟดลดอัตราดอกเบี้ย จะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ โอกาสที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้มีเพียง 50% เท่านั้น

