ทนายเผย ปธน.ยุน ยังอยู่ในทำเนียบ ลั่นน้อมรับคำตัดสิน แม้ศาลรธน.สั่งถอดถอนพ้นตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 9 มกราคม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายยุน กับกึน ทนายความของประธานาธิบดียุน ซอกยอล แห่งเกาหลีใต้ ที่ถูกระงับปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า ประธานาธิบดียุนจะยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญหากมีคำสั่งถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งหลังจากสมาชิกรัฐสภาลงมติเห็นชอบก่อนหน้านี้ ผลจากการที่ประธานาธิบดียุนลุกขึ้นมาประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา จนสร้างความปั่นป่วนไปทั่วประเทศ ทนายยุนกล่าวด้วยว่าขณะนี้ประธานาธิบดียุนยังคงอยู่ในทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงโซลและเขายังดูแข็งแรงดี
ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดียุนได้ท้าทายอำนาจศาลที่ออกหมายจับเขาตามคำร้องขอของทีมสอบสวนร่วมหลังจากผู้นำเกาหลีใต้ไม่มาให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ชุดสอบสวนซึ่งกำลังสอบสวนเขาภายใต้ข้อกล่าวหาก่อกบฎจากการประกาศกฎอัยการศึก โดยเจ้าหน้าที่อารักขาความปลอดภัยประธานาธิบดี (พีเอสเอส) ได้เข้าขัดขวางเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสอบสวนการทุจริตสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูง (ซีไอโอ) ที่พยายามบุกเข้าไปจับกุมนายยุนที่ทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ด้านนายซก ดงฮยอน ทนายความอีกคน กล่าวว่า ประธานาธิบดียุนมองว่าความพยายามที่จะจับกุมเขานั้นมีแรงจูงใจทางการเมืองและมุ่งหมายที่จะสร้างความอัปยศให้กับเขาด้วยการทำให้สาธารณชนเห็นประธานาธิบดียุนถูกจับสวมกุญแจมือควบคุมตัวไป โดยทนายซกอ้างรายงานของสื่อมวลชนที่ระบุว่าตำรวจมีแผนที่จะส่งรถหุ้มเกราะและเฮลิคอปเตอร์ให้ตำรวจหน่วยพิเศษโรยตัวลงมาในบริเวณทำเนียบประธานาธิบดีเพื่อเข้าจับกุมประธานาธิบดียุน ซึ่งเขาและที่ปรึกษาของเขามองว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนั้น เป็นสงครามทางอุดมกาณ์ระหว่างผู้ที่ยึดมั่นในระบอบเสรีประชาธิปไตยกับผู้ที่ต่อต้าน ซึ่งหากมีอะไรผิดพลาด ก็อาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้
ทั้งนี้คำวินิจฉัยตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นหนึ่งในศาลสูงสุดของเกาหลีใต้นอกจากศาลฎีกานั้นจะไม่สามารถอุทธรณ์ได้
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มต่อต้านประธานาธิบดียุนที่เคยมีรวมตัวกันหลายร้อยคนอยู่ใกล้กับทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อแสดงการสนับสนุนหรือคัดค้านการจับกุมผู้นำเกาหลีใต้รายนี้ในหลายวันก่อนนั้น มาวันนี้จำนวนผู้ชุมนุมเหลือเบาบางตา เนื่องจากความหนาวเย็นที่อุณหภูมิในกรุงโซลลดลงถึง -10 องศาเซลเซียส ซึ่งทนายความของนายยุนกล่าวว่า ประธานาธิบดียุนรู้สึกห่วงสวัสดิภาพของกลุ่มผู้สนับสนุนเขาที่ชุมนุมกันอยู่ด้านนอก

