โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: แผนล่าอาณานิคมของ ‘ทรัมป์’ คนบ้า หรือ กลยุทธ์สุดอัจฉริยะ?
แม้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 จะยังไม่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคมที่จะถึงนี้ แต่ในช่วงที่ผ่านมา ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ทรัมป์จากการประกาศว่าสหรัฐจะไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารหรือมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อเข้ายึดคลองปานามาและเกาะกรีนแลนด์ รวมถึงคำกล่าวว่าแคนาดาควรเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ รวมถึงการเสนอให้เปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกให้เป็น อ่าวอเมริกา (Gulf of America) สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกว่า ทรัมป์คิดอะไรอยู่?
ก่อนหน้าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าอเมริกาไม่สามารถเป็นตำรวจโลกอีกต่อไป และสหรัฐจะไม่เปิดสงครามใหม่ตราบใดที่เขายังเป็นประธานาธิบดี แต่ดูเหมือนว่าทรัมป์กำลังให้ความสนใจที่จะยึดคลองปานามา เกาะกรีนแลนด์ และแคนาดา ทรัมป์กล่าวว่าการนำเกาะกรีนแลนด์ให้เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและต่อประเทศ ทรัมป์ยังแสดงจุดยืนที่จะนำคลองปานามา ที่เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิก ให้กลับมาเป็นของสหรัฐอีกครั้ง หลังเคยอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐแต่ส่งมอบให้เป็นของประเทศปานามาในปี 1999 โดยอ้างว่าเรือของสหรัฐถูกเรียกเก็บค่าผ่านทางอย่างไม่เป็นธรรมและจีนเข้ามาดำเนินงานในคลองปานามา
การไม่ปฏิเสธเรื่องโอกาสที่จะส่งทหารไปยึดครองเกาะกรีนแลนด์และคลองปานามาอาจขัดแย้งกับจุดยืนของทรัมป์ที่จะไม่เปิดสงครามกับใคร แต่นั่นกลับสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ America First ของเขา ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมทรัมป์จึงอยากได้เกาะกรีนแลนด์ ประเด็นแรกที่เราควรคำนึงถึงคือตำแหน่งที่ตั้งของกรีนแลนด์ที่อยู่ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป เป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศพิทัฟฟิค (Pituffik air base) ที่มีระบบเตือนภัยขีปนาวุธ สหรัฐสนใจที่จะขยายอิทธิพลทางทหารของตนในกรีนแลนด์ เช่น ติดตั้งเรดาร์เพื่อตรวจจับน่านน้ำระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์และอังกฤษ ซึ่งสามารถเป็นทางผ่านของเรือดำน้ำหรือเรือรบของรัสเซีย นายอุลริก พรัม กาด นักรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเกาะกรีนแลนด์ของ Danish Institute for International Studies ให้ความเห็นว่าสหรัฐต้องการทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีศัตรูชาติมหาอำนาจใดก็ตามเข้ามายึดครองกรีนแลนด์เพราะอาจใช้กรีนแลนด์ในการโจมตีสหรัฐ
ประเด็นที่สองคือกรีนแลนด์มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก นายเคลาส์ ด็อตต์ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน ให้ความเห็นว่านอกจากความสำคัญด้านการทหารแล้ว ทรัมป์อาจหมายตาไปยังทรัพยากรธรรมชาติของกรีนแลนด์ที่มีทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่แรร์เอิร์ธที่มีความต้องการสูงในขณะนี้เพื่อใช้ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและการผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหาร แม้จะมีการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติของกรีนแลนด์อย่างละเอียดแล้ว แต่กลับมีเหมืองขุดแร่ในกรีนแลนด์เพียง 2 แห่งเท่านั้น คือเหมืองขุดทับทิมและแอนอทโธไซต์ สหรัฐอาจต้องการทรัพยากรเหล่านี้เพื่อต่อกรกับจีนที่ควบคุมการผลิตแร่แรร์เอิร์ธของโลกอยู่ในขณะนี้
อีกหนึ่งจุดที่ยังต้องการขยายความคือคำกล่าวของทรัมป์ว่าแคนาดาควรเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาจะไม่ใช้กำลังทหารแต่จะใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจในการบีบให้แคนาดาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐขาดดุลการค้ากับแคนาดา ข้อมูลระบุว่าสหรัฐนำเข้าน้ำมันดิบจากแคนาดาคิดเป็นสัดส่วนราว 60% และน้ำมันที่ใช้ในสหรัฐราว 1 ใน 4 จากทั้งหมดมาจากแคนาดา และแคนาดายังเป็นผู้ส่งออกเหล็ก อลูมิเนียม และแร่ยูเรเนียมเจ้าใหญ่ที่สุดของสหรัฐ
แม้ทรัมป์จะออกมาขู่ว่าอยากได้ทั้งแคนาดา เกาะกรีนแลนด์และคลองปานามา แต่โอกาสที่ทรัมป์จะทำสำเร็จนั้นมีน้อยมาก ทำให้มองได้ว่านี่เป็นกลยุทธ์ของทรัมป์ที่จะช่วยให้สหรัฐบรรลุข้อตกลงกับกรีนแลนด์ที่จะเป็นประโยชน์กับสหรัฐมากขึ้น ในเรื่องการเข้าถึงแร่แรร์เอิร์ธในกรีนแลนด์มากขึ้น หรือบรรลุข้อตกลงที่อาจช่วยลดค่าธรรมเนียมที่เรือสหรัฐต้องจ่ายเพื่อผ่านคลองปานามา หรือบรรลุข้อตกลงการค้าฉบับใหม่กับแคนาดาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทอเมริกันมากขึ้น แคโรไลน์ เลวิตต์ ว่าที่โฆษกทำเนียบขาวของรัฐบาลทรัมป์กล่าวว่า “ทุกการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์มีขึ้นเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและชาวอเมริกัน นั่นคือสาเหตุว่าทำไมประธานาธิบดีทรัมป์จึงเรียกความสนใจไปที่ความชอบธรรมในเรื่องความมั่นคงของชาติและข้อกังวลทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับประเทศแคนาดา กรีนแลนด์ และปานามา”
อย่างไรก็ตาม หากนี่คือสาเหตุที่แท้จริงที่ทรัมป์เลือกจะเดินหมากเช่นนี้ก็อาจส่งผลเสียตามมาได้เช่นกัน นายไมเคิล แมคฟาว ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศฟรีแมน สโปกิลของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งท่ามกลางช่วงเวลาที่น่าอันตรายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศ การจัดการกับภัยคุกคามต่างๆ ได้ดีที่สุดคือสหรัฐต้องร่วมมือกับพันธมิตร และหวังว่าทรัมป์จะให้ความสนใจไปที่ภัยคุกคามที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นคนสร้างภัยคุกคามขึ้นมาเอง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกังวลว่าคำขู่ของสหรัฐและแรงกดดันที่ส่งไปยังบรรดาประเทศลาตินอเมริกาอาจทำให้ประเทศเหล่านี้หันไปพึ่งอิทธิพลของจีนมากขึ้น ส่วนเรื่องการผนวกประเทศแคนาดาอาจยิ่งทำให้ชาวแคนาดาไม่พอใจสหรัฐจนอาจสร้างอุปสรรคให้แก่นายกรัฐมนตรีแคนาดาคนใหม่ในการบรรลุข้อตกลงใดๆ กับทรัมป์
ขณะที่คำขู่ว่าสหรัฐอาจใช้กำลังทหารเข้ายึดเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์กอาจเป็นการท้าทายกฎหมายระหว่างประเทศได้ และอย่าลืมว่ากรีนแลนด์เป็นดินแดนของเดนมาร์ก ซึ่งเดนมาร์กเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ก็ยิ่งทำให้โอกาสที่สหรัฐเข้ารุกรานกรีนแลนด์เกิดขึ้นได้น้อยกว่าเดิม
ต้องยอมรับว่าประเด็นที่ทรัมป์อยากได้แคนาดา คลองปานามา และเกาะกรีนแลนด์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเมื่อย้อนไปในช่วงก่อนการเลือกตั้งสหรัฐ แต่ทุกคนคงทราบดีว่าทรัมป์คือคนที่ไม่มีใครคาดเดาได้ นี่สะท้อนถึงบุคลิคและวิสัยทัศน์ของผู้นำสหรัฐคนใหม่ว่าเขาไม่สนอะไรทั้งนั้นตราบใดที่อเมริกาได้ประโยชน์ และจะเป็นเช่นนั้นต่อไปตราบใดที่เขายังดำรงตำแหน่งไปอีก 4 ปีข้างหน้า

