ทรัมป์ประกาศเข็น 200 นโยบายทันทีหลังสาบานตนวันแรก
เมื่อวันที่ 19 มกราคม นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 ที่จะเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการหลังพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคม กล่าวถ้อยแถลงต่อหน้าผู้สนับสนุนที่ออกมาเฉลิมฉลองชัยชนะของเขาว่า “ชาวอเมริกันให้ความไว้วางใจให้พวกเราบริหารประเทศ และเพื่อตอบแทน พวกเราจะมอบวันแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ดีที่สุด สัปดาห์แรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และ 100 วันแรกที่พิเศษที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ” โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ให้สัญญาณมาอย่างต่อเนื่องว่า เขาจะผ่านร่างกฎหมายจำนวนมากตามนโยบายที่เขาได้หาเสียงไว้ ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แหล่งข่าวยืนยันว่าทรัมป์วางแผนที่จะลงนามผ่านร่างหนังสือมากกว่า 200 แฟ้ม หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย
การออกคำสั่งโดยใช้อำนาจของประธานาธิบดีจะประกอบไปด้วยเรื่องความมั่นคงทางชายแดน การส่งคืนตัวผู้อพยพกลับประเทศต้นทาง แก้ไขข้อริเริ่มของรัฐบาลในเรื่องการส่งเสริมความหลากหลาย อภัยโทษผู้กระทำความผิดในคดีวันที่ 6 มกราคม 2021 การกระตุ้นการผลิตน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการโยกย้ายข้าราชการอาวุโสจำนวนมาก
ทรัมป์ประกาศอีกว่า เขาจะยกเลิกนโยบายสุดโต่งและโง่เขลาของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากหวนคืนสู่อำนาจ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างการกล่าวถ้อยแถลง แม้ว่าทรัมป์จะวิจารณ์ผลงานของรัฐบาลปัจจุบัน ทรัมป์หลีกเลี่ยงที่จะใช้คำพูดเสียดสีเหมือนที่เคยใช้ในอดีต ซึ่งสามารถทำให้คาดการณ์ได้ว่า ทรัมป์จะกล่าวสุนทรพจน์ในลักษณะนี้ในพิธีสาบานตน
ทรัมป์กล่าวอีกว่า ทันทีที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาจะสั่งห้ามไม่ให้นักกีฬาที่เป็นเพศชายโดยกำเนิดแข่งขันกีฬาร่วมกับนักกีฬาเพศหญิง อีกทั้งยังกล่าวว่า เขาจะเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีลอบสังหารนายจอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 35 เมื่อปี 1963 โรเบิร์ต เคนเนดี และนายมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของชาวแอฟริกัน-อเมริกันเมื่อปี 1968 ด้วย
หากทรัมป์เปิดเผยเอกสารดังกล่าวจะเป็นการทำให้ความพยายามของเขาระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี 2017 ถึง 2021 ในการเผยแพร่เอกสารคดีลอบสังหารประธานาธิบดีเมื่อปี 1963 ประสบผลสำเร็จ หลังจากที่เผชิญกับการขัดขวางจากสำนักข่าวกรองกลางและสำนักงานสอบสวนกลาง โดยอ้างถึงเหตุผลเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ
มีการตัดสินอย่างเป็นทางการว่า ในคดีลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีปี 1963 นายลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ เป็นผู้กระทำผิด ทั้งนี้ ผลการสำรวจชี้ว่า ชาวสหรัฐจำนวนมากเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดที่ระบุว่า มีผู้อื่นมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นลูกชายของนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี และหลานชายของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี กล่าวว่า เขาเชื่อว่าสำนักข่าวกรองกลางมีส่วนร่วมในคดีลอบสังหารในเรื่องนี้ นอกจากนั้น เขากล่าวอีกว่า เขาเชื่อว่าบิดาของตนถูกสังหารโดยมือปืนหลายราย ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลในเอกสารของทางการ

